skip to main |
skip to sidebar
“นรกป่วนกรุง” พร้อมอาวุธครบมือ ลอบวางกำลังกว่า 300 คน แฝงตัวกระจายทั่วบริเวณลานพระบรมรูป-สวนสัตว์ดุสิต คาดเตรียมก่อเหตุป่วนบุก “ทำเนียบฯ” แฉ “นายทหารยศ พล.ต.” ดอดเข้าพบตำรวจใน บชน. เชื่อขอไฟเขียวให้ “ม็อบเติมเงิน” กระทำการอุกอาจต่อ “พันธมิตรฯ”
วันนี้ (28 ต.ค.) รายงานข่าวแจ้งจากลานพระบรมรูปทรงม้าว่า เมื่อเวลา 02.10 น. ได้มีกลุ่ม นปช. กว่า 300 คน ได้ลอบกระจายกำลังอยู่ที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณสวนสัตว์ดุสิต โดยกลุ่มคนดังกล่าว มีอาวุธร้ายแรงครบมือ และคาดว่าน่าจะรอคำสั่งจากผู้สั่งการ เพื่อที่จะเข้าไปก่อกวน หรือบุกกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล
ด้าน แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ในช่วงเย็นที่ผ่านมา นายทหารยศ พล.ต.นายหนึ่ง ได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งคาดว่า นายทหารคนดังกล่าว น่าจะขอไฟเขียวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อบุกเข้าไปทำการก่อกวนกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ เพราะไม่อาจทราบได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปล่อยกลุ่ม นปช.เข้าไปป่วนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอย่างสงบอยู่ในทำเนียบฯ หรือไม่
แม่น้องโบว์ มอบทนายพันธมิตร ยื่นฟ้อง "สุรพล ทวนทอง" รอง โฆษก ตร. หมิ่นผู้ตายกล่าวหาพกระเบิด ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 29 ธ.ค.นี้ วันนี้ ( 28 ต.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รับมอบอำนาจจาก นางวิชชุดา ระดับปัญญาวุฒิ มารดาของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ อายุ 27 ปี นักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ที่ผ่านมา ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตายด้วยการโฆษณา และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ต.ค.51 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยในฐานะรองโฆษก ตร.ได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยแถลงข่าวใส่ร้ายป้ายสีผู้ตายว่า “ สำหรับการเสียชีวิตของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่เสียชีวิตจากใบชันสูตรพบว่าซี่โครงบริเวณด้านซ้ายหักทุกซี่ น่าจะเกิดจากการหนีบระเบิด หรือมีระเบิดอยู่ในกระเป๋าที่หนีบมา บาดแผลเกินกว่าที่อาวุธของเจ้าหน้าที่มีอยู่ ” ข้อความดังกล่าวเป็นเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วผู้ตายมีแผลขนาดใหญ่ เป็นรอยไหม้ มีเขม่า ซึ่ง ผศ.พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี๋ยวนิ่ม หัวหน้าหน่วยนิติเวช ภาควิชาพยาธิวิทยา ยืนยันว่าลักษณะบาดแผลของผู้ตาย เกิดจากเป็นบาดแผลไม่เรียบเกิดจากความแข็งมีรอยไหม้ เนื่องจากวัตถุมีความร้อน ตับและม้ามแตกจากวัตถุที่มีแรงอัด เกิดจากระเบิดในระยะใกล้ตัว ไม่ติดกับลำตัว เนื่องจากซี่โครงร้อยเป็นแนวยาว จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียชีวิตจะพกวัตถุระเบิดติดตัว การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกล่าวใส่ร้ายผู้ตาย ให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าผู้ตายเป็นผู้หญิงไม่ดี มีนิสัยก้าวร้าว ดุดัน พกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ครอบครัวบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ไม่สั่งสอน และเป็นการมุ่งเจตนาใส่ร้ายให้ผู้ตายเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จึงเป็นการกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตายโดยการโฆษณา นอกจากนี้จำเลยในฐานะรองโฆษก ตร. เป็นเจ้าพนักงาน ได้กล่าวข้อความอันเป็นเท็จต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นการใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สาม จึงเข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อีกด้วย
ศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4167/2551 และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 29 ธ.ค. นี้ เวลา 09.00 น.
คกก.สิทธิเผยผลสอบ 7 ตุลาเลือดฉบับสอง ตร.ระดับสูงคายความลับซัด “สมชาย–บิ๊กจิ๊ว” ตัวสั่ง ตร.เข่นฆ่าประชาชน ยันผลสอบแก๊สน้ำตามีเชื้อระเบิดส่งผลให้คนเจ็บล้มตายเกลื่อน ประณามตั้ง 3 ข้อหาฉกรรจ์ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
วันนี้ (28 ต.ค.) นายสุรสีห์ โกศลนาวิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน 1 เปิดเผยว่า วันนี้คณะอนุกรรมการได้รายงานผลการตรวจสอบกรณีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ด้านการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวชและนิติวิทยาศาสตร์ ให้คณะกรรมการสิทธิฯ รับทราบ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่า เพื่อให้เกิดความรอบคอบ สมควรสอบปากคำพยานเพิ่มเติมในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจาก การสลายการชุมนุมด้วย ซึ่งคณะอนุกรรมการจะดำเนินการโดยทันที
“เหตุผลที่ยังไม่สามารถเปิดเผยสอบวันนี้ได้ เพราะกรรมการต้องการให้รายงานผลการสอบสวนเป็นไปด้วยความรอบด้านและรอบคอบ ไม่ใช่เป็นเพราะเกรงกลัวเสียงวิจารณ์จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลัง ประชาชนที่ออกมาโจมตีการทำงานของคณะกรรมการสิทธิว่าต้องการตรวจสอบรัฐบาล ฝ่ายเดียว” นายสุรสีห์ กล่าว
นายสุรสีห์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ยอมรับแล้วว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสั่งการให้มีการสลายการ ชุมนุม อีกทั้งจากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงก็ยอมรับว่าได้รับการสั่งการ จากฝ่ายการเมืองและจากการประมวลเหตุการณ์ สอบสวนผู้เกี่ยวข้อง ทำให้กรรมการสิทธิฯ สรุปผลสอบชิ้นแรกว่า รัฐบาลนายสมชายต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม
นายสุรสีห์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ให้ฝ่ายเลขานุการทำหนังสือเชิญนายสมชายมาให้ปากคำ แต่ปรากฏว่า นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งว่านายสมชายประสงค์จะทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งคณะกรรมการก็จะรอหนังสือชี้แจงดังกล่าวเพื่อประกอบรายงานสอบสวน
แหล่งข่าวจากสำนักงานสิทธิฯ เปิดเผยว่า คณอนุกรรมการได้สรุปผลการตรวจสอบการสลายการชุมนุมด้านการตรวจพิสูจน์ทางนิติ เวช และนิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 8 หน้า พร้อมกับประมวลภาพบาดแผลของผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต จากความรุนแรงของระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการสลายการชุมนุม บันทึกเป็นแผ่นซีดีแจกจ่ายในที่ประชุม
สำหรับผลการสอบสวนยอนุกรรมการ ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แบ่งเป็น ประเด็นแรก การบาดเจ็บ และเสียชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นผลโดยตรงมาจากการใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมหรือไม่ คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสส่วนใหญ่ให้ถ้อยคำยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนได้ใช้อาวุธระดมยิงระเบิดแก๊สน้ำตาและขว้างระเบิดแก๊ส น้ำตาเข้าใส่ประชาชนโดยตรง จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตดังกล่าว ประกอบกับมีวัตถุพยานที่เป็นภาพถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงการใช้อาวุธปืนยิงระเบิดแก๊สน้ำตาในระยะใกล้ โดยเล็งยิงแนวราบที่มีเป้าหมายคือประชาชนที่มาร่วมชุมนุม หรือแม้เป็นการยิงในวิถีโค้งจากพื้นสู่อากาศ และตกลงสู่พื้นดิน แต่ก็ยังเป็นการยิงในระยะใกล้
ประเด็นที่สอง ระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ยิงและขว้างเข้าใส่ประชาชนเพื่อสลาย การชุมนุมนั้น สามารถทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตของประชาชนได้หรือไม่ พิจารณาแล้ว จากผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สรุปได้ว่า แก๊สน้ำตาทั้งสองชนิดมีองค์ประกอบเป็นเชื้อปะทุทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรง คือ การระเบิด ระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ยิงและขว้างเข้าใส่ประชาชนเพื่อสลาย การชุมนุม จึงเป็นวัตถุระเบิดที่สามารถทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตของประชาชน จนเป็นเหตุให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว
ประเด็นสุดท้าย ผู้ใดจะต้องรับผิดชอบต่อการสลายฝูงชน จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พิจารณาแล้ว จากการให้ถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส และมีประชาชนเสียชีวิต
“คณะอนุกรรมการเห็นว่า การใช้กำลังและอาวุธระเบิดแก๊สน้ำตาซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงระดมยิงและขว้างใส่ ประชาชนที่ปราศจากอาวุธร้ายแรงโดยตรง อีกทั้งเป็นการยิงและขว้างในระยะใกล้ จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น นับเป็นการปฏิบัติการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ซึ่งต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และขัดต่อหลักการประพฤติปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย Code of Conduct for Law Enforcement Officials (CCLEO, 1970) และขัดต่อหลักการที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”
ผลสอบตอนท้าย ระบุว่า แม้ การแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้วก็ยังคงปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิง และขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ประชาชนที่กำลังจะเดินทางเข้าไปช่วยประชาชน ที่ถูกล้อมอยู่ที่บริเวณรัฐสภา และประชาชนที่กำลังเดินทางกลับไปยังสะพานมัฆวานฯ จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และเสียชีวิตด้วยที่บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ฉะนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สั่งการให้มีการสลายการชุมนุม และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบให้รับผิดชอบในการสลายการชุมนุมและสั่งการให้มีการสลายการ ชุมนุม รวมทั้งรัฐมนตรีที่อยู่ด้วยในการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่มิได้คัดค้านการใช้กำลังและระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในการสลายการชุมนุมในครั้งนี้
ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวัน ที่ 7 ตุลาคม ของวุฒิสภา วันนี้ (28 ตุลาคม) ได้นัดหมาย พล.อ.ชวลิต มาชี้แจง ซึ่งล่าสุด พล.อ.ชวลิต ยืนยันจะมาชี้แจงด้วยตนเอง
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
ลำปาง – พบ “เหยื่อแก๊สน้ำตา” วัน 7 ตุลาเลือด-ตำรวจฆ่า ปชช.ทรุดหนัก หลังได้รับแก๊สพิษเมื่อคราวสลายการชุมนุมฯ แพทย์ระบุเป็นอาการข้างเคียงจากแก๊สจริง เร่งหาตัวยารักษา ยอมรับแพทย์ไทยยังไม่ชำนาญกับการรักษาพิษจากแก๊สตัวนี้ เตือน พธม.-เหยื่อแก๊สน้ำตา หากเกิดอาการข้างเคียงรีบพบแพทย์ด่วน-ห้ามซื้อยากินเอง
หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธร้ายแรง รวมทั้งแก๊สน้ำตา สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระหน่ำยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากนั้น
1 ในจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมคือนายสมโชค จันทร์ทอง เลขาธิการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคเหนือและจังหวัดลำปาง ซึ่งในวันดังกล่าวถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตาด้วยเช่นกัน แพทย์ต้องใช้น้ำเปล่า น้ำเกลือในการล้างหน้า ตา และบ้วนปาก หลังจากอาการดีขึ้นและเหตุการณ์สงบลง ก็ได้เดินทางกลับจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา
แต่ปรากฏว่า นายสมโชค มีการไข้ขึ้นสูง สะอึกอย่างต่อเนื่อง อ่อนเพลีย จึงได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเขลางค์นครราม จังหวัดลำปาง กระทั่งอาการดีขึ้นจึงได้เดินทางไปยังจังหวัดสุราษฎ์ธานี เมื่อไปถึงจังหวัดสุราษฎ์ธานี อาการกลับหนักขึ้น ญาติจึงนำตัวเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลไทยอินเตอร์เนชั่นแนล โดยมีนายแพทย์นิกร กุยรัตน์ เป็นแพทย์ผู้รักษา
ทันทีที่นำตัวเข้ารักษาแพทย์ต้องตัดสินใจฉีดยากระตุ้น เนื่องจากผู้ป่วย ความดันต่ำมาก ไข้สูง หายใจขัด และช็อค หลังจากนั้นหนึ่งวันอาการจึงค่อยดีขึ้นและส่งรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯต่อไป
นายแพทย์นิกร กล่าวว่า หลัง จากทราบประวัติผู้ป่วยซึ่งได้รับแก๊สน้ำตา เป็นไปได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับแก๊สน้ำตา ซึ่งจะซึมเข้าในร่างกาย เพราะจากการตรวจ พบว่าระบบหายใจ อาทิ ลำคอ หลอดลม เป็นแผลไหม้ ทำให้เกิดอาการอักเสบ มีเชื้อโรคแทรกซ้อนและเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งต้องรีบรักษาโดยเร็ว
นายแพทย์บุญจง ชูชัยแสงรัตน์ ผอ.โรงพยาบาลเขลางค์นครราม กล่าวว่า หลังจากมีการส่งตัวนายสมโชค จากโรงพยาบาลไทยอินเตอร์ ต่อไปยังโรงพยาบาลจุฬา แล้ว แพทย์หลายคนได้ช่วยกันตรวจ อาทิ นายแพทย์ตุน สิทธิวงศ์ ,นายแพทย์เกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์วัฒนา ต่างก็ลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า อาการที่พบน่าจะเกิดจากอาการข้างเคียงที่โดนแก๊สน้ำตา แต่ต้องยอมรับว่าแพทย์ไทยยังไม่มีความชำนาญในเรื่องการรักษาสารพิษที่มากับ แก๊สน้ำตาตัวดังกล่าว ต้องหาข้อมูลในการรักษาจากอินเทอร์เน็ต
นายแพทย์บุญจง กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นไปได้มากที่ผู้ชุมนุมที่ได้รับแก๊สน้ำตาในวันนั้น อาจจะเกิดอาการข้างเคียงได้ และอาจจะไปทำการรักษาด้วยตนเอง จึงอยากฝากไปยังประชาชนที่ได้รับแก๊สน้ำตาในวันดังกล่าวว่า หากเกิดอาการเบื้องต้น คือ คล้ายเป็นไข้ ไข้สูง สะอึกต่อเนื่อง หายใจติดขัด อ่อนเพลีย เจ็บคอ ขอให้รับไปให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียด และโดยเร็ว อย่าหาซื้อยาทานเอง เพราะเมื่ออาการกำเริบขึ้นอาจเสียชีวิต เพราะคนไข้อาจจะ ช็อคได้ ซึ่งหากเป็นไปได้ขอให้ประสานงานไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อจะได้ช่วยเหลือในการักษาพยาบาลได้
ส่วน นายสมโชค ล่าสุดได้เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเขลางค์นครราม แพทย์ต้องฉีดยา ให้น้ำเกลือ -เอ็กซเรย์สมอง และให้รอดูอาการอีกระยะเพื่อความแน่ใจ โดยเบื้องต้นได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนผู้ป่วยของพันธมิตรฯ เป็นเงินจำนวน 4 หมื่นบาท รวมถึงการประสานงาน ในการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
มท.1 ยุส่ง “ม็อบสล้าง” บุกยึดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ ปากว่าตาขยิบเชื่อไม่เกิดเหตุรุนแรง พูดพล่อยๆ ตัดเสบียงพันธมิตรฯ ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม อุ้ม “นายใหญ่” โฟนอินจากลอนดอน 1 พ.ย. อ้างสิทธิส่วนบุคคล
วันนี้ (24 ต.ค.) พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรง กรณีที่กลุ่มพลังกู้วิกฤติชาตของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ จะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ เพื่อตัดช่องทางการนำเสบียงอาหาร และเครื่องดื่มเข้าไปให้ผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะทุกฝ่ายต่างทำตามหน้าที่ และคนไทยทุกคนต่างคิดดีทำดี
ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศเข้ารายการ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ พล.ต.อ.โกวิท เห็นว่าจะไม่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้น และเรื่องดังกล่าวถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล