Showing posts with label พันธมิตร. Show all posts
Showing posts with label พันธมิตร. Show all posts

Thursday, October 30, 2008

Mob Planet คู่มือท่องเที่ยวม็อบพันธมิตรฯ


ยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่เคยไปเดิน เตร็ดเตร่ในม็อบพันธมิตรฯ และไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายไหน เราอยากให้คุณลองไปสักครั้ง ไม่ได้ชวนไปร่วมชุมนุม แต่ชวนไป ‘เที่ยว’

เพราะนับจากวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ที่พันธมิตรฯ เริ่มต้นชุมนุม ถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไป 150 กว่าวันแล้ว ไม่ใช่เพียงในแง่ความยาวนานผิดปกติม็อบ แต่มันยังก่อเกิดวัฒนธรรมม็อบการเมืองที่มีสีสัน ชนิดที่ไม่มีม็อบประเทศไหนเขาทำกัน ทำให้เกิดสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่กลางกรุง ตั้งแต่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เรื่อยมาถึงแยกมิสกวัน เลี้ยวขวาเข้าถนนพิษณุโลกแล้ววนรอบทำเนียบรัฐบาล จนกลับออกมาที่สะพานมัฆวานฯ อีกครั้ง

‘ปริทรรศน์’ วันนี้จึงขอหลีกเลี่ยงการเมืองเรื่องเครียด อาสาเป็นไกด์นำเที่ยว พากินลมชมวิว เดินทอดน่อง จับจ่ายซื้อของ แวะชิมอาหารอร่อยๆ และชมผลิตผลทางศิลปวัฒนธรรมม็อบแบบไทยๆ

รู้จัก MOB PAD

เผื่อว่าบางคนอาจยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเมือง ไม่รู้ว่าสถานที่ท่องเที่ยวแห่งนี้ผุดขึ้นมาได้อย่างไร จึงขอบอกกล่าวสั้นๆ ถึงประวัติความเป็นมาของถนนสายวัฒนธรรมม็อบสายนี้

สถานการณ์ทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2549 ที่มีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดำเนินต่อเนื่องจนเกิดการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 หลังจากนั้นบ้านเมืองเราก็ลุ่มๆ ดอนๆ โคลงเคลงไปมา จนมีการเลือกตั้งใหม่ในปลายปี 2550 พรรคพลังประชาชนได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นจำนวนมากที่สุดและได้เป็นผู้นำใน การจัดตั้งรัฐบาล

แต่รัฐบาลยังทำงานได้ไม่กี่มากน้อยก็ลุกลี้ลุกลนจะแก้รัฐธรรมนูญให้ ได้ ซึ่งหลายฝ่ายมองออกว่าต้องการแก้เพื่ออะไรและเพื่อใคร จึงเป็นเหตุให้พันธมิตรฯ หวนคืนสู่ท้องถนนอีกครั้ง ปักหลักชุมนุมกันที่สะพานมัฆวานฯ เกิดปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า และยึดทำเนียบฯ ยืดเยื้อจนถึงปัจจุบันขณะ

ระหว่างนั้น จากที่มีแต่เวทีปราศรัยกับเต็นท์ที่พักของผู้ร่วมชุมนุม ร้านอาหาร หาบเร่ แผงลอยก็ค่อยๆ ผุดขึ้นตามกฎอุปสงค์-อุปทาน ตามมาด้วยร้านขายสินค้าประเภท Mob Product Design ตั้งแต่ของพื้นฐานทั่วไปอย่างผ้าพันคอ สายรัดข้อมือ ผ้าโพกหัว จนพัฒนารูปแบบหลากหลายยิ่งขึ้นเป็นเสื้อผ้าลวดลายต่างๆ ประกาศนียบัตร วีซีดีบันทึกภาพเหตุการณ์ โปสเตอร์ บริการโหลดริงโทนกู้ชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ‘มือตบสยบมาร’ สินค้ายอดฮิต

เตรียมตัวก่อนเดินทาง

สำหรับคนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ไม่มีอะไรต้องเตรียมตัวเป็นพิเศษ ส่วนคนที่อยู่ต่างจังหวัดก็ทำตัวปกติเหมือนเวลาเข้ากรุงนั่นแหละ อาจจะมีเงื่อนไขเล็กๆ ว่าไม่ควรสวมใส่เสื้อสีแดง

การเดินทางค่อนข้างสะดวก เพราะมีรถเมล์หลายสายผ่าน ทั้งผ่านใกล้ และผ่านไกล โทร. สอบถามได้ที่ 184 (ถ้ามีคนรับ) หรือสามารถใช้บริการรถแท็กซี่ซึ่งสะดวกกว่า แต่เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า และอาจต้องอธิบาย ต่อล้อต่อเถียง ขึ้นเสียง หรือถูกไล่ลง เป็นรสชาติให้กับชีวิต (ควรบอกแท็กซี่ว่าต้องไปทำธุระแถวนั้น)
สำหรับคนที่ไม่เคยไปม็อบพันธมิตรฯ มาก่อนในชีวิต ขอแนะนำให้ตั้งต้นที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยเดินเลาะไปตามกำแพงทำเนียบฯ

ถนนโดยรอบมีร้านอาหาร ร้านค้าของที่ระลึกมากมายให้จับจ่ายซื้อหา วางขายกันเป็นแนวยาว เรียกว่าเกือบจะรอบทำเนียบฯ เริ่มต้นจากบริเวณสะพานมัฆวานฯ จนถึงประตูใหญ่หน้าทำเนียบฯ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อยืดลวดลายต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรฯ หรือเสื้อทั่วๆ ไป พรม เหรียญพันธมิตรฯ (มีบริการเลี่ยมกรอบหรือทำเป็นพวงกุญแจ) ประกาศนียบัตรจบการศึกษาของมหาวิทยาลัยราชดำเนิน หรือบริเวณสี่แยกมิสกวันก็มีบริการรับโหลดริงโทนกู้ชาติ รูปภาพ รูปถ่าย วีซีดีบันทึกเหตุการณ์ ฯลฯ

ถ้าเดินมากแล้วรู้สึกเมื่อยแข้งเมื่อยขา อยากจะผ่อนคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ไม่ต้องกังวล เพราะมีบริการนวดเท้า จับเส้น กระจายอยู่หลายจุด สามารถเลือกรับบริการได้ตามสะดวก

แต่ถ้าใครต้องการชมศิลปะการเมือง ทั้งของศิลปินและของประชาชนผู้เข้าร่วมก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องใช้วิธีเดินดู เดินหา เดินชมเอาเอง เนื่องจากไม่มีจุดแสดงงานใหญ่ แต่จะจัดกระจายทั่วไปรอบๆ ทำเนียบฯ

หรือถ้าใครสนใจวิถีชีวิตชาวม็อบจากหลากหลายภูมิภาค คุณก็เดินชมได้ทั่วไป การตั้งที่พัก การใช้ชีวิตกินนอนแบบชาวม็อบปักหลักเป็นอย่างไร บางทีถ้าคุณเป็นชาวต่างจังหวัดที่เข้ามาดิ้นรนในบางกอก คุณอาจจะเจอญาติร่วมจังหวัดของคุณ เช่น พันธมิตรฯ ชลบุรีจะมีเต็นท์ใหญ่อยู่ที่หน้าประตูหนึ่งของทำเนียบ ใกล้กันก็เป็นเต็นท์ของพี่น้องบางสะพาน เป็นต้น

ถ้าคุณไม่เคยเห็นทำเนียบรัฐบาลแบบใกล้ชิด ไม่เคยเอามือแตะๆ ตัวอาคารของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ไม่เคยดมกลิ่นทำเนียบฯ ที่ที่ผู้บริหารประเทศใช้เป็นสถานที่แบ่งสรรผลประโยชน์ นี่ถือเป็นโอกาสดีครั้งหนึ่งในชีวิต

เพราะคุณสามารถเดินชมสถาปัตยกรรมอันงดงามของทำเนียบรัฐบาลได้อย่าง แนบชิดและถ้วนทั่ว (ยกเว้นภายในตัวอาคาร) จับได้ ดมได้ หรือถ้าใครอยากจะลองหยุดฟังการไฮปาร์กหรือการแสดงดนตรีบนเวทีก็จับจองที่ นั่งได้ตามสะดวก หรือถ้าไม่อยากฟังก็เดินต่อไป

สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่ม็อบพันธมิตรฯ 2 แห่งที่ถ้าคุณมีโอกาสก็ควรจะแวะไปกราบไหว้ขอพรคือ พระเจ้าตากสินตั้งอยู่หน้าเต็นท์พันธมิตรฯ ชลบุรี หน้าประตูหนึ่งของทำเนียบฯ เป็นสถานที่ที่ชาวม็อบพันธมิตรฯ ให้ความเคารพสักการะ แวะเวียนมากราบไหว้มิขาดสาย

สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งที่ 2 คือเต็นท์หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด พระเกจิผู้เป็นที่นับถือของคนใต้ เต็นท์ดังกล่าวตั้งอยู่ด้านหน้าของนักรบศรีวิชัย ถ้าคุณเดินเข้าประตูหนึ่งของทำเนียบฯ แล้วให้เลี้ยวซ้ายแล้วเดินไปเรื่อยก็จะพบ

มินิคอนเสิร์ต

ส่วนคอเพลงเพื่อชีวิต เอื่อยเฉื่อยบนถนนพิษณุโลกมุ่งหน้าสู่ทำเนียบฯ สังเกตทางขวามือ คุณจะพบเครือข่ายศิลปินฯ แสดงมินิคอนเสิร์ตในช่วงเย็น แวะชม แวะฟัง และร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือศิลปินตี๋ได้ที่นั่น

นาข้าวกลางทำเนียบฯ

ณ สนามหน้าตึกไทยคู่ฟ้า มีการทำนาข้าวสาธิต คุณอาจแวะเข้าไปเยี่ยมชม ถามไถ่วิธีการทำนาและชีวิตขื่นๆ ของชาวนาไทย ที่แสนโชคดีเพราะมีรัฐมนตรีพาณิชย์ที่จ้องแต่จะจำนำข้าวท่าเดียวได้ที่นั่น

พักชิมริมทาง

การมาม็อบพันธมิตรฯ ไม่ต้องกลัวว่าจะอดอยาก เพราะมีอาหารอร่อยๆ ให้เลือกชิมจนพุงกาง เราขอแนะนำสักสองสามที่ดังนี้

-โรงบุญพันธมิตรฯ อาหารมังสวิรัติอร่อยๆ มีให้ชิม ที่สำคัญฟรี

-อาหารแจกฟรีจากแม่ยก อันนี้ถ้าอยากชิมฟรีต้องใช้การสังเกตเอาเอง แต่หาไม่ยาก เพราะส่วนใหญ่แล้วจะมีผู้คนต่อแถวคับคั่ง

3 ร้านอาหารต่อไปนี้อยู่บริเวณแยกมิสกวันหัวมุมถนนพิษณุโลก

-ร้านข้าวแกงปักษ์ใต้นครศรีธรรมราชรสจัดจ้าน ราคาย่อมเยา อาหารหลากหลายให้เลือก มีน้ำบริการฟรี

-ร้านเบอร์เกอร์ไก่ ปลา ของพี่น้องมุสลิม

-ร้านโรตี โซลวาเนีย สังเกตง่ายเพราะเต็นท์สีเหลืองและมักจะมีผู้คนรอคิวกันอยู่แน่นหน้าร้านเป็น ประจำ มีเมนูอาหารอิสลามหลายอย่าง โรตีหน้าต่างๆ รวมถึงข้าวหมกไก่







ขอให้สนุกกับการท่องเที่ยว และเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

**************

เรื่อง-กฤษฎา ศุภวรรธนะกุล

Wednesday, October 29, 2008

พันธมิตรเหยื่อระเบิดสัตว์นรกโคม่า1ราย โอกาสเสียชีวิตสูง!

ผอ.รพ.วชิระเผย มีพันธมิตรเหยื่อระเบิดสัตว์นรกถูกลำเลียงส่งเข้ารับการรักษา 6 ราย ระบุมี 2 รายอาการสาหัส โดยเฉพาะ "เสถียร ทับมะลิผล" ที่มีแผลถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะด้านซ้ายนั้น อาการโคม่า และมีโอกาสจะเสียชีวิตสูง

จากกรณีที่เมื่อช่วงเวลา 03.20 น. ที่ผ่านมา เกิดเหตุชายฉกรรจ์ 2 คน ขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวาน จากนั้นได้ขว้างวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดเข้าใส่การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และต้องนำส่งโรงพยาบาลวชิระ โดยด่วนจำนวน 6 ราย

ล่าสุด วันนี้ (30 ต.ค.) เวลาประมาณ 10.00 น. นายชัยวัน เจริญโชคทวี ผอ.รพ.วชิระ เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว ได้มีผู้ถูกส่งมารักษาตัวจำนวน 6 คน ได้แก่

1. นายราชันต์ จันทร์ปลูก มีอาการแผลฉีกขาดที่หัวเข่า,ข้อเท้าซ้าย 3 เซ็นติเมตร

2. นายจีระศักดิ์ อินทรีย์ แผลถูกสะเก็ดระเบิดที่คอด้านขวา

3. นายสงกรานต์ คำด้วง แผลถูกสะเก็ดระเบิดต้นขาขวา

4. นายปัญญา กติกา แผลถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณศีรษะ หลัง แผลฉีกขาดที่ศีรษะ

5. นายทศพร สุขอิ่มใจ แผลรูเจาะข้อเท้าซ้าย

6.นายเสถียร ทับมะลิผล แผลถูกสะเก็ดระเบิดที่ศีรษะด้านซ้าย

ซึ่งในจำนวนดังกล่าว มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส คือนายจีระศักดิ์และนายเสถียร ซึ่งทั้งคู่ได้รับการผ่าตัดแล้ว โดยผอ.รพวชิระระบุว่านายเสถียรมีอาการโคม่า โอกาสเสียชีวิตมีค่อนข้างสูง ส่วนที่เหลือ 4 คนเดินทางกลับบ้านแล้ว

จากนั้นเมื่อเวลา 10.20 น. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ กทม. ได้เดินทางมาเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 ราย ที่มีอาการสาหัสจากเหตุการณ์เมื่อช่วงตีสามที่ผ่านมา โดยได้เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมผู้ป่วยว่า ขณะนี้ได้มอบหมายให้ปลัดกทม.และผอ.เขตทั้ง 5 เขต บริเวณเกิดและใกล้เคียง สำนักการแพทย์ สำนักอนามัย เทศกิจ สำนักบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวห้อง ให้มีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด 24 ชม. เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้อีก

นอกจากนี้ทางกทม.จะประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเร่งรัดให้สืบหาสาเหตุว่าเป็นฝีมือของใคร เกิดขึ้นได้อย่างไร และมีแนวทางป้องกันอย่างไร โดยกทม.มีแผนจะติดกล้อง CCTV เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากมีคนร้ายหรือผู้ที่ก่อความไม่สงบเข้ามาทำร้ายประชาชน จะได้ใช้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินคดี
นายอภิรักษ์กล่าวต่อไปอีกว่า สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ไม่ดีนัก เศรษฐกิจไม่ค่อยดี อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาเจรจากัน ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง เพราะผู้ที่จะได้รับผลกระทบก็คือประชาชนหรือคนไทยด้วยกัน พร้อมทั้งย้ำอีกว่า จะจัดกำลังเฝ้าระวังเหตุการณ์ฉุกเฉิน 24 ชั่วโมงให้มากขึ้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุรุนแรง และเชื่อว่าเมื่อมีเหตุการณ์รุนแรงเช่นนี้ ตำรวจคงไม่นิ่งเฉย และต้องเข้ามาดูแลความปลอดภัย หรือจัดการผู้ที่ทำร้ายประชาชน

ด้าน น.ส.ทิพวัลย์ ทับมะลิผล ลูกสาวของนายเสถียร ผู้บาดเจ็บโคม่า กล่าวว่าทราบข่าวว่าพ่อได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เมื่อคืนนี้ และได้มาเยี่ยมมาดูแลอาการ และทราบว่าอาการของพ่อไม่ดีเลย อยู่ในข้นที่ไม่ปลอดภัย รู้สึกเสียใจเพราะพ่อเป็นเสาหลักของบ้าน และไม่อยากให้พ่อเป็นอะไร ขอภาวนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายขอให้พ่อหายจากอาการบาดเจ็บในครั้งนี้


พร้อมทั้งกล่าวต่อไปอีกว่า ก่อนหน้านี้ครอบครัวได้มีการคัดค้านท้วงติงนายเสถียรไม่ให้มาร่วมชุมนุม พันธมิตรเพราะเห็นว่าสถานการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา มีการใช้ความรุนแรง แต่นายเสถียรก็กล่าวกับครอบครัวว่าจะออกไปธุระ จนกระทั่งทางโรงพยาบาลได้ติดต่อไปยังครอบครัว จึงรู้ว่าพ่อไปรวมกลุ่มกับพันธมิตร


อย่าง ไรก็ตามผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.ทิพวัลย์ได้ชูกระเป๋าเป้สีเนื้อเปื้อนคราบเลือดของนายเสถียร ที่โรงพยาบาลเก็บไว้ให้ แก่ผู้สื่อข่าว พร้อมทั้งร้องไห้ และกล่าวว่าขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ขออย่าให้มีการทำร้ายกันอีกเลย

พันธมิตรฯ เคลื่อนพลบี้สถานทูตผู้ดีส่ง "น.ช.แม้ว" รับโทษ

วันนี้(30 ต.ค.)ประมวลภาพพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลืองเรือนหมื่น เคลื่อนพลไปยังหน้าสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย พร้อมอุปกรณ์การเชียร์ครบมือ และมีการนำป้ายผ้าสีขาว สกรีนข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศไทย โดยมี ฯพณฯ นายควินตัน มาร์ค เควลย์ เอกราชทูตแห่งสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ออกมารับหนังสือร้องเรียนด้วยตนเอง
ทั้งนี้ได้นำรถขยายเสียงขนาดใหญ่หลายคันมาจอดขวางไว้บริเวณด้านหน้า สถานทูตอังกฤษ และผู้ชุมนุมลงยืนเต็มถนนวิทยุ เป็นเหตุให้การจราจรบริเวณถนนวิทยุ ตั้งแต่ช่วงแยกเพลินจิต ติดขัดเป็นทางยาว จนเจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรบริเวณถนนวิทยุเป็นการชั่วคราว จนกว่าการชุมนุมจะแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้มีการปราศรัยบนรถขยายเสียงจากตัวแทนพันธมิตรฯ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของผู้ชุมนุม

พันธมิตร ปะทะ นปก 7

พันธมิตร ปะทะ นปก 6

พันธมิตร ปะทะ นปก 5

พันธมิตร ปะทะ นปก 4

พันธมิตร ปะทะ นปก 3

พันธมิตร ปะทะ นปก 2

พันธมิตร ปะทะ นปก 1

7 ตุลาทมิฬ กับวิธีการเจรจาด้วย ลูกระเบิด ของ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด

วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของนายตำรวจผู้หนึ่งที่ใส่ “ชุดหมี” หรือชุดปฏิบัติการคลุมทั้งตัวและศีรษะ ขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณถนนรอบ รัฐสภาอย่างเมามันนั้นติดตาผู้คนจำนวนมากที่ได้พบเห็นและชมภาพเหตุการณ์ดัง กล่าว เพราะภาพดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายและป่าเถื่อน เนื่องจากนายตำรวจผู้นี้นั้นใช้โล่ของเจ้าหน้าที่ผู้อื่นเป็นกำบัง และเมื่อสบโอกาสก็วิ่งออกจากแนวโล่เพื่อขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ ปราศจากอาวุธเป็นระยะ

ทั้งนี้ในเวลาต่อมาได้มีผู้ออกมาเปิดเผยว่า “นายตำรวจในชุดหมี” นั้นจริงๆ แล้ว มีนามว่า ลือชัย สุดยอด ซึ่งปัจจุบันมียศเป็น พันตำรวจเอก และดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการกองบังคับการ ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (รองผบก. ตปพ) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องจากสื่อว่าเป็น “ตำรวจน้ำดี” เป็น “The Negotiator” หรือ “นักเจรจาต่อรองประกันตัว”
พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด เกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2500 ปัจจุบันอายุ 51 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ และเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 ทั้งยังมีคุณวุฒิเพิ่มเติมเป็น ปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ (พ.ศ. 2522) และ ประกาศนียบัตรการต่อต้านการก่อการร้ายจากหน่วยสวาท ประเทศสหรัฐอเมริกา หน่วยตระเวนชายแดน ณ ประเทศเยอรมันตะวันตก (พ.ศ.2528) และผ่านหลักสูตร รร.ผกก.รุ่นที่ 35 จาก สบพ. (พ.ศ.2534)

ในด้านการทำงาน พ.ต.อ.ลือชัย เคยดำรงตำแหน่ง รอง สว.ส. สน.พระโขนง, รอง สว.ส. สน.จระเข้น้อย, ผบ.ร้อย 5 กก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.กก.2 (ป้องกันปราบปรามจลาจล) บก.ตร.ปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงหน่วยอรินทราช ๒๖

ระหว่างการเป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยอรินทราช ๒๖ พ.ต.อ.ลือชัย ถือว่ามีชื่อเสียงมาก เนื่องจากเป็นนักเจรจาต่อรองในเหตุการณ์การจี้ตัวประกัน เหตุการณ์โล้นซ่าควงปืนอาก้าบุกสภา เหตุการณ์ปล้นแล้วจับตัวประกัน เหตุการณ์เจรจาต่อรองกับคนเสียสติ เหตุการณ์คนฆ่าตัวตาย
“เมื่อมีเหตุการณ์จับตัวประกัน เกิดขึ้นในท้องที่ต่างๆ ผมซึ่งประจำในหน่วยอรินทราช ๒๖ มาตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ใน การเจรจาเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นก็ยังสามารถเจรจาช่วยให้ตัวประกันปลอดภัยจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้ มันเลยกลายเป็นผลงานติดตัวเราไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่มีการจับตัวประกันไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ผู้บังคับบัญชาก็มักจะเรียกใช้หน่วยของผมเข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยเร็วทันที การเจรจาต่อรองที่ผมทำในแต่ละครั้ง ผมเต็มใจที่จะทำทุกครั้ง และก็มักจะได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอด จนกลายเป็นว่าถ้ามีการเรียกหน่วยของเราไปเมื่อไร ผมก็จะขออาสาเป็นคนทำหน้าที่เจรจาต่อรองตัวประกันเองแทบจะทุกครั้ง” พ.ต.อ.ลือชัยเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง

อย่างไรก็ดีเป็นที่ทราบกันดีในแวดวงตำรวจว่า พ.ต.อ.ลือชัย นั้นค่อนข้างจะชอบโชว์ออฟออกทางหน้าจอ หน้าหนังสือพิมพ์ โดยในช่วงปี 2549-2550 มีโอกาสได้เสนอหน้าตามสื่อต่างๆ มากมาย เช่น รายการ เจาะใจ พฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ หลายเล่ม รวมทั้งเป็นผู้สาธิตการใช้กระสุนยางจากอาวุธปืนให้สื่อมวลชนชมเสมอ
ทั้ง นี้การโชว์ออฟผ่านสื่อสารมวลชนของ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ครั้งล่าสุดนั้น เป็นการปรากฏตัวในฐานะ “มือระเบิด” มากกว่าในคราบของ “นักเจรจาลิ้นทอง” อย่างที่เคยเป็นมา เพราะ ภาพหลักฐานตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์หลายช่องปรากฏเป็นหลักฐานที่มัด ตัวและชี้ชัดว่า ณ วันนี้ พ.ต.อ.ลือชัย นิยมการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” มากกว่า “ลิ้น” ที่เขาเคยบอกว่าถนัดนักหนา

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

พันธมิตรฯ บุกวัดบางละมุง ดูปูนปั้น ทักษิณ



ศูนย์ข่าวศรีราชา - พันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรีและใกล้เคียงหลายพันคนแห่ไปดูรูปปั้น “ทักษิณ” และบุคคลสำคัญ ที่วัดบางละมุง พร้อมจี้ให้วัดและหน่วยงานที่รับผิดชอบรื้อออกโดยด่วน หากล่าช้ากลุ่มพันธมิตรฯ จะร่วมมือกันรื้ออกให้ ด้านอำเภอเตรียมตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร

วันนี้ (29 ต.ค.) ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ที่บริเวณวัดบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กลุ่มพันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ได้ทยอยเดินทางมาเพื่อดูรูปปูนปั้น “หน้าทักษิณ ชินวัตร” และบุคคลสำคัญทางการเมือง ที่สำคัญยังมีรูปปั้นหน้าคล้ายบุคคลสำคัญของประเทศ ที่ประชาชนเคารพนับถืออยู่ที่ใต้ฐานพระประธานด้วย

ทั้งนี้ พันธมิตรฯ ที่ทยอยเดินทางเข้ามาในวัดอย่างต่อเนื่องจนแน่นวัด พร้อมเข้าไปดูรูปปั้นใต้ฐานพระประธานในโบสถ์ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำครั้งนี้ และถือว่าดูหมิ่นผู้ที่ประชาชนเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และให้ทางวัดหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบรีบดำเนินการรื้อออกโดยด่วน

ด้าน นางสุมาลี ศิริสะอาด พันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรี กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในช่วงแรกที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พูดบนเวทีนั้นตนยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร จึงได้เดินทางมาดูด้วยตาตนเอง และเมื่อพบเห็นรูปดังกล่าวรู้สึกตกใจมาก ไม่นึกว่าจะมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้น และควรจะต้องรีบดำเนินการรื้อออกไปโดยด่วน เพราะเป็นการกระทำดูหมิ่นและไม่เคารพเป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บรรยากาศภายในวัดมีกลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางมาดูรูปดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะมีพันธมิตรฯ เดินทางมาอย่างต่อเนื่องจากถึงช่วงเย็น คาดว่าไม่ต่ำกว่า 5,000-10,000 คนอย่างแน่นอน

ด้าน นายมงคล ธรรมกิตติคุณ นายอำเภอบางละมุง ได้เดินทางมาที่วัด พร้อมร่วมประชุมกับเจ้าคณะอำเภอบางละมุง เพื่อสอบถามถึงสาเหตุและรูปภาพดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งได้รับคำตอบจาก นายสำรวย เอมโอด ช่างปูนปั้น ซึ่งได้โทรศัพท์ไปสอบถาม ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่ปั้นรูปต่างๆ ขึ้นมาว่า วัดให้อิสระในการปั้นโดยตนต้องการสื่อให้เห็นว่า ในช่วงที่กระทำนั้นใครมีความสำคัญบ้าง เช่น ในช่วงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ, ฝ่ายค้าน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายสนธยา คุณปลื้ม และดารา ตลกหม่ำ จ๊กมก

ส่วนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถึงเมื่อคืนวันที่ 28 ต.ค 51 บนเวทีนั้นได้รับการชี้แจง จากนายสำรวย ว่าเป็นนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.ฝ่ายค้าน โดยการแต่งองค์ทรงเครื่องนั้น เนื่องจากนายบัญญัติ เป็นคนใต้ และจุดนั้นเป็นรูปแบบของมโนราห์

นายมงคล กล่าวต่อไปว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป โดยมีฝ่ายอำเภอบางละมุง พระวัดบางละมุง และตัวแทนชาวบ้าน เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไร จึงจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ด้านพระลูกวัด กล่าวว่า สำหรับวัดแห่งนี้ไม่มีคณะกรรมการวัด และไม่มีมัฆทายก โดยทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เจ้าอาวาส ที่สำคัญเจ้าอาวาสยังชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นอย่างมาก และสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็อาจขึ้นอยู่กับความชอบเป็นการส่วนตัวของเจ้าอาวาส ด้วย

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ภรรยา สารวัตรจ๊าบ ลั่นไม่รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลฆาตกร

บุรีรัมย์ - ภรรยา “สารวัตรจ๊าบ” วีรชนผู้กล้า 7 ตุลาทมิฬ ที่ถูกระเบิดเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายชุมนุมโหดร้ายป่าเถื่อนของรัฐบาลทรราช “น้องเขยแม้ว” ที่หน้ารัฐสภา ยืนยันไม่รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลฆาตกร แต่ขอให้ออกมาแสดงรับผิดชอบและให้ความเป็นธรรมสามีที่ถูกยัดข้อหาพกพาระเบิด เผยนำเงินบริจาคของพันธมิตรฯ เก็บไว้ให้ลูกและจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนถ่ายทอดเสียง “ASTV” เปิดหูเปิดตาชาวบุรีรัมย์ สานต่อเจตนารมณ์สู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของสามี

วันนี้ (29 ต.ค.) น.ส.เพ็ญพิมล ใสงาม ภรรยา พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ “สารวัตรจ๊าบ” ประธานกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินบุรีรัมย์, ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.บุรีรัมย์ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภาคอีสาน ที่ถูกระเบิดเสียชีวิตจากเหตุการณ์รัฐบาลสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวัน ที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ตนและครอบครัวขอยืนยันจะไม่รับเงินเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐบาล หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุสลายการ ชุมนุมอย่างรุนแรงของรัฐบาลในเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา

แต่อยากให้รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ความเป็นธรรมกับสามีที่ถูกยัดเยียดข้อหาพกพาระเบิด ซึ่งเป็นข้อหาที่หนักไร้ความเป็นธรรมมากสำหรับสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สามีและวงศ์ตระกูล และขอให้รัฐบาลยุติการกระทำความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะจะส่งผลกระทบสร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัว ญาติพี่น้องอีกหลายชีวิตที่อยู่ข้างหลัง และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะนำเงินที่ได้มาจากภาษีของประชาชนมาเยียวยาประชาชน กับกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรมของรัฐบาลเอง
“ฉันจะสานต่อเจตนารมณ์ของสามีที่ได้สละชีวิตต่อสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยจะนำเงินที่ทางกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรฯ บริจาคมาเก็บไว้ให้กับลูกๆ และบางส่วนจะนำมาจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนถ่ายทอดสัญญาณเสียงของสถานีโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี เพื่อให้ประชาชนชาวบุรีรัมย์ได้รับฟังข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง รวมทั้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ในการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองของประชาชนที่เกิดขึ้น” ภรรยาวีรชนผู้กล้า กล่าว
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

Tuesday, October 28, 2008

นรกป่วนกรุง ลอบวางกำลังล้อม พันธมิตรฯ

“นรกป่วนกรุง” พร้อมอาวุธครบมือ ลอบวางกำลังกว่า 300 คน แฝงตัวกระจายทั่วบริเวณลานพระบรมรูป-สวนสัตว์ดุสิต คาดเตรียมก่อเหตุป่วนบุก “ทำเนียบฯ” แฉ “นายทหารยศ พล.ต.” ดอดเข้าพบตำรวจใน บชน. เชื่อขอไฟเขียวให้ “ม็อบเติมเงิน” กระทำการอุกอาจต่อ “พันธมิตรฯ”

วันนี้ (28 ต.ค.) รายงานข่าวแจ้งจากลานพระบรมรูปทรงม้าว่า เมื่อเวลา 02.10 น. ได้มีกลุ่ม นปช. กว่า 300 คน ได้ลอบกระจายกำลังอยู่ที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณสวนสัตว์ดุสิต โดยกลุ่มคนดังกล่าว มีอาวุธร้ายแรงครบมือ และคาดว่าน่าจะรอคำสั่งจากผู้สั่งการ เพื่อที่จะเข้าไปก่อกวน หรือบุกกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล

ด้าน แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ในช่วงเย็นที่ผ่านมา นายทหารยศ พล.ต.นายหนึ่ง ได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งคาดว่า นายทหารคนดังกล่าว น่าจะขอไฟเขียวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อบุกเข้าไปทำการก่อกวนกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ เพราะไม่อาจทราบได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปล่อยกลุ่ม นปช.เข้าไปป่วนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอย่างสงบอยู่ในทำเนียบฯ หรือไม่

แม่น้องโบว์ ฟ้อง รองโฆษกตร. กล่าวหาพกระเบิด!

แม่น้องโบว์ มอบทนายพันธมิตร ยื่นฟ้อง "สุรพล ทวนทอง" รอง โฆษก ตร. หมิ่นผู้ตายกล่าวหาพกระเบิด ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง 29 ธ.ค.นี้

วันนี้ ( 28 ต.ค.) เมื่อเวลา 14.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รับมอบอำนาจจาก นางวิชชุดา ระดับปัญญาวุฒิ มารดาของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือน้องโบว์ อายุ 27 ปี นักศึกษาปริญญาโทมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 7 ต.ค.51 ที่ผ่านมา ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตายด้วยการโฆษณา และความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 8 ต.ค.51 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยในฐานะรองโฆษก ตร.ได้บังอาจกระทำความผิดต่อกฎหมาย โดยแถลงข่าวใส่ร้ายป้ายสีผู้ตายว่า “ สำหรับการเสียชีวิตของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่เสียชีวิตจากใบชันสูตรพบว่าซี่โครงบริเวณด้านซ้ายหักทุกซี่ น่าจะเกิดจากการหนีบระเบิด หรือมีระเบิดอยู่ในกระเป๋าที่หนีบมา บาดแผลเกินกว่าที่อาวุธของเจ้าหน้าที่มีอยู่ ” ข้อความดังกล่าวเป็นเท็จทั้งสิ้น ความจริงแล้วผู้ตายมีแผลขนาดใหญ่ เป็นรอยไหม้ มีเขม่า ซึ่ง ผศ.พล.อ.ต.นพ.วิชาญ เปี๋ยวนิ่ม หัวหน้าหน่วยนิติเวช ภาควิชาพยาธิวิทยา ยืนยันว่าลักษณะบาดแผลของผู้ตาย เกิดจากเป็นบาดแผลไม่เรียบเกิดจากความแข็งมีรอยไหม้ เนื่องจากวัตถุมีความร้อน ตับและม้ามแตกจากวัตถุที่มีแรงอัด เกิดจากระเบิดในระยะใกล้ตัว ไม่ติดกับลำตัว เนื่องจากซี่โครงร้อยเป็นแนวยาว จึงเป็นไปไม่ได้ที่ผู้เสียชีวิตจะพกวัตถุระเบิดติดตัว

การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกล่าวใส่ร้ายผู้ตาย ให้บุคคลทั่วไปเข้าใจว่าผู้ตายเป็นผู้หญิงไม่ดี มีนิสัยก้าวร้าว ดุดัน พกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ครอบครัวบิดา มารดา และครูบาอาจารย์ไม่สั่งสอน และเป็นการมุ่งเจตนาใส่ร้ายให้ผู้ตายเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง จึงเป็นการกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทผู้ตายโดยการโฆษณา

นอกจากนี้จำเลยในฐานะรองโฆษก ตร. เป็นเจ้าพนักงาน ได้กล่าวข้อความอันเป็นเท็จต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นการใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สาม จึงเข้าข่ายเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต อีกด้วย
ศาลรับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ.4167/2551 และนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 29 ธ.ค. นี้ เวลา 09.00 น.

สมชาย–บิ๊กจิ๊ว ตัวการสั่งฆ่าประชาชน

คกก.สิทธิเผยผลสอบ 7 ตุลาเลือดฉบับสอง ตร.ระดับสูงคายความลับซัด “สมชาย–บิ๊กจิ๊ว” ตัวสั่ง ตร.เข่นฆ่าประชาชน ยันผลสอบแก๊สน้ำตามีเชื้อระเบิดส่งผลให้คนเจ็บล้มตายเกลื่อน ประณามตั้ง 3 ข้อหาฉกรรจ์ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

วันนี้ (28 ต.ค.) นายสุรสีห์ โกศลนาวิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน 1 เปิดเผยว่า วันนี้คณะอนุกรรมการได้รายงานผลการตรวจสอบกรณีการสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ด้านการตรวจพิสูจน์ทางนิติเวชและนิติวิทยาศาสตร์ ให้คณะกรรมการสิทธิฯ รับทราบ ซึ่งที่ประชุมมีความเห็นว่า เพื่อให้เกิดความรอบคอบ สมควรสอบปากคำพยานเพิ่มเติมในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจาก การสลายการชุมนุมด้วย ซึ่งคณะอนุกรรมการจะดำเนินการโดยทันที

“เหตุผลที่ยังไม่สามารถเปิดเผยสอบวันนี้ได้ เพราะกรรมการต้องการให้รายงานผลการสอบสวนเป็นไปด้วยความรอบด้านและรอบคอบ ไม่ใช่เป็นเพราะเกรงกลัวเสียงวิจารณ์จากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลัง ประชาชนที่ออกมาโจมตีการทำงานของคณะกรรมการสิทธิว่าต้องการตรวจสอบรัฐบาล ฝ่ายเดียว” นายสุรสีห์ กล่าว

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ยอมรับแล้วว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสั่งการให้มีการสลายการ ชุมนุม อีกทั้งจากการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงก็ยอมรับว่าได้รับการสั่งการ จากฝ่ายการเมืองและจากการประมวลเหตุการณ์ สอบสวนผู้เกี่ยวข้อง ทำให้กรรมการสิทธิฯ สรุปผลสอบชิ้นแรกว่า รัฐบาลนายสมชายต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุม

นายสุรสีห์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ให้ฝ่ายเลขานุการทำหนังสือเชิญนายสมชายมาให้ปากคำ แต่ปรากฏว่า นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี แจ้งว่านายสมชายประสงค์จะทำหนังสือชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งคณะกรรมการก็จะรอหนังสือชี้แจงดังกล่าวเพื่อประกอบรายงานสอบสวน

แหล่งข่าวจากสำนักงานสิทธิฯ เปิดเผยว่า คณอนุกรรมการได้สรุปผลการตรวจสอบการสลายการชุมนุมด้านการตรวจพิสูจน์ทางนิติ เวช และนิติวิทยาศาสตร์ จำนวน 8 หน้า พร้อมกับประมวลภาพบาดแผลของผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต จากความรุนแรงของระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ในการสลายการชุมนุม บันทึกเป็นแผ่นซีดีแจกจ่ายในที่ประชุม

สำหรับผลการสอบสวนยอนุกรรมการ ระบุว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม แบ่งเป็น ประเด็นแรก การบาดเจ็บ และเสียชีวิตของประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นผลโดยตรงมาจากการใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมหรือไม่ คณะอนุกรรมการมีความเห็นว่า ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสส่วนใหญ่ให้ถ้อยคำยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนได้ใช้อาวุธระดมยิงระเบิดแก๊สน้ำตาและขว้างระเบิดแก๊ส น้ำตาเข้าใส่ประชาชนโดยตรง จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตดังกล่าว ประกอบกับมีวัตถุพยานที่เป็นภาพถ่ายทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงการใช้อาวุธปืนยิงระเบิดแก๊สน้ำตาในระยะใกล้ โดยเล็งยิงแนวราบที่มีเป้าหมายคือประชาชนที่มาร่วมชุมนุม หรือแม้เป็นการยิงในวิถีโค้งจากพื้นสู่อากาศ และตกลงสู่พื้นดิน แต่ก็ยังเป็นการยิงในระยะใกล้

ประเด็นที่สอง ระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ยิงและขว้างเข้าใส่ประชาชนเพื่อสลาย การชุมนุมนั้น สามารถทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตของประชาชนได้หรือไม่ พิจารณาแล้ว จากผลการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ของแพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ สรุปได้ว่า แก๊สน้ำตาทั้งสองชนิดมีองค์ประกอบเป็นเชื้อปะทุทำให้เกิดปฏิกิริยารุนแรง คือ การระเบิด ระเบิดแก๊สน้ำตาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ยิงและขว้างเข้าใส่ประชาชนเพื่อสลาย การชุมนุม จึงเป็นวัตถุระเบิดที่สามารถทำอันตรายแก่ร่างกายและชีวิตของประชาชน จนเป็นเหตุให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว

ประเด็นสุดท้าย ผู้ใดจะต้องรับผิดชอบต่อการสลายฝูงชน จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต พิจารณาแล้ว จากการให้ถ้อยคำของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ได้ให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม จนเป็นเหตุให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ บาดเจ็บสาหัส และมีประชาชนเสียชีวิต

“คณะอนุกรรมการเห็นว่า การใช้กำลังและอาวุธระเบิดแก๊สน้ำตาซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงระดมยิงและขว้างใส่ ประชาชนที่ปราศจากอาวุธร้ายแรงโดยตรง อีกทั้งเป็นการยิงและขว้างในระยะใกล้ จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น นับเป็นการปฏิบัติการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม และย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นการใช้ความรุนแรงต่อเพื่อนมนุษย์โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ซึ่งต้องได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 และขัดต่อหลักการประพฤติปฏิบัติสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย Code of Conduct for Law Enforcement Officials (CCLEO, 1970) และขัดต่อหลักการที่ระบุไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน”

ผลสอบตอนท้าย ระบุว่า แม้ การแถลงนโยบายรัฐบาลเสร็จสิ้นแล้วก็ยังคงปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจระดมยิง และขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ประชาชนที่กำลังจะเดินทางเข้าไปช่วยประชาชน ที่ถูกล้อมอยู่ที่บริเวณรัฐสภา และประชาชนที่กำลังเดินทางกลับไปยังสะพานมัฆวานฯ จนเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก และเสียชีวิตด้วยที่บริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ฉะนั้น นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้สั่งการให้มีการสลายการชุมนุม และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบให้รับผิดชอบในการสลายการชุมนุมและสั่งการให้มีการสลายการ ชุมนุม รวมทั้งรัฐมนตรีที่อยู่ด้วยในการประชุมคณะรัฐมนตรี แต่มิได้คัดค้านการใช้กำลังและระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุม ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในการสลายการชุมนุมในครั้งนี้

ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวัน ที่ 7 ตุลาคม ของวุฒิสภา วันนี้ (28 ตุลาคม) ได้นัดหมาย พล.อ.ชวลิต มาชี้แจง ซึ่งล่าสุด พล.อ.ชวลิต ยืนยันจะมาชี้แจงด้วยตนเอง
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

Monday, October 27, 2008

เหยื่อแก๊สน้ำตา 7 ตุลาฯเลือดเกิดอาการแทรกซ้อนทรุดหนัก

ลำปาง – พบ “เหยื่อแก๊สน้ำตา” วัน 7 ตุลาเลือด-ตำรวจฆ่า ปชช.ทรุดหนัก หลังได้รับแก๊สพิษเมื่อคราวสลายการชุมนุมฯ แพทย์ระบุเป็นอาการข้างเคียงจากแก๊สจริง เร่งหาตัวยารักษา ยอมรับแพทย์ไทยยังไม่ชำนาญกับการรักษาพิษจากแก๊สตัวนี้ เตือน พธม.-เหยื่อแก๊สน้ำตา หากเกิดอาการข้างเคียงรีบพบแพทย์ด่วน-ห้ามซื้อยากินเอง

หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อาวุธร้ายแรง รวมทั้งแก๊สน้ำตา สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระหน่ำยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม จนทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากนั้น

1 ในจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมคือนายสมโชค จันทร์ทอง เลขาธิการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยภาคเหนือและจังหวัดลำปาง ซึ่งในวันดังกล่าวถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตาด้วยเช่นกัน แพทย์ต้องใช้น้ำเปล่า น้ำเกลือในการล้างหน้า ตา และบ้วนปาก หลังจากอาการดีขึ้นและเหตุการณ์สงบลง ก็ได้เดินทางกลับจังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา

แต่ปรากฏว่า นายสมโชค มีการไข้ขึ้นสูง สะอึกอย่างต่อเนื่อง อ่อนเพลีย จึงได้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเขลางค์นครราม จังหวัดลำปาง กระทั่งอาการดีขึ้นจึงได้เดินทางไปยังจังหวัดสุราษฎ์ธานี เมื่อไปถึงจังหวัดสุราษฎ์ธานี อาการกลับหนักขึ้น ญาติจึงนำตัวเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลไทยอินเตอร์เนชั่นแนล โดยมีนายแพทย์นิกร กุยรัตน์ เป็นแพทย์ผู้รักษา
ทันทีที่นำตัวเข้ารักษาแพทย์ต้องตัดสินใจฉีดยากระตุ้น เนื่องจากผู้ป่วย ความดันต่ำมาก ไข้สูง หายใจขัด และช็อค หลังจากนั้นหนึ่งวันอาการจึงค่อยดีขึ้นและส่งรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯต่อไป

นายแพทย์นิกร กล่าวว่า หลัง จากทราบประวัติผู้ป่วยซึ่งได้รับแก๊สน้ำตา เป็นไปได้ว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นผลข้างเคียงจากการได้รับแก๊สน้ำตา ซึ่งจะซึมเข้าในร่างกาย เพราะจากการตรวจ พบว่าระบบหายใจ อาทิ ลำคอ หลอดลม เป็นแผลไหม้ ทำให้เกิดอาการอักเสบ มีเชื้อโรคแทรกซ้อนและเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งต้องรีบรักษาโดยเร็ว

นายแพทย์บุญจง ชูชัยแสงรัตน์ ผอ.โรงพยาบาลเขลางค์นครราม กล่าวว่า หลังจากมีการส่งตัวนายสมโชค จากโรงพยาบาลไทยอินเตอร์ ต่อไปยังโรงพยาบาลจุฬา แล้ว แพทย์หลายคนได้ช่วยกันตรวจ อาทิ นายแพทย์ตุน สิทธิวงศ์ ,นายแพทย์เกรียงศักดิ์ หลิวจันทร์วัฒนา ต่างก็ลงความเห็นไปในทางเดียวกันว่า อาการที่พบน่าจะเกิดจากอาการข้างเคียงที่โดนแก๊สน้ำตา แต่ต้องยอมรับว่าแพทย์ไทยยังไม่มีความชำนาญในเรื่องการรักษาสารพิษที่มากับ แก๊สน้ำตาตัวดังกล่าว ต้องหาข้อมูลในการรักษาจากอินเทอร์เน็ต

นายแพทย์บุญจง กล่าวเพิ่มเติมว่า เป็นไปได้มากที่ผู้ชุมนุมที่ได้รับแก๊สน้ำตาในวันนั้น อาจจะเกิดอาการข้างเคียงได้ และอาจจะไปทำการรักษาด้วยตนเอง จึงอยากฝากไปยังประชาชนที่ได้รับแก๊สน้ำตาในวันดังกล่าวว่า หากเกิดอาการเบื้องต้น คือ คล้ายเป็นไข้ ไข้สูง สะอึกต่อเนื่อง หายใจติดขัด อ่อนเพลีย เจ็บคอ ขอให้รับไปให้แพทย์ตรวจอย่างละเอียด และโดยเร็ว อย่าหาซื้อยาทานเอง เพราะเมื่ออาการกำเริบขึ้นอาจเสียชีวิต เพราะคนไข้อาจจะ ช็อคได้ ซึ่งหากเป็นไปได้ขอให้ประสานงานไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อจะได้ช่วยเหลือในการักษาพยาบาลได้

ส่วน นายสมโชค ล่าสุดได้เข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเขลางค์นครราม แพทย์ต้องฉีดยา ให้น้ำเกลือ -เอ็กซเรย์สมอง และให้รอดูอาการอีกระยะเพื่อความแน่ใจ โดยเบื้องต้นได้รับการช่วยเหลือจากกองทุนผู้ป่วยของพันธมิตรฯ เป็นเงินจำนวน 4 หมื่นบาท รวมถึงการประสานงาน ในการรักษาพยาบาลเป็นอย่างดี
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

Saturday, October 25, 2008

พันธมิตรฯอุบลเสวนาตีแผ่ความจริง7ตุลาทมิฬ -จวกทรราชแม้วขายสมบัติชาติกิน

อุบลราชธานี- พันธมิตรฯ -ม.อุบลฯ จัดเสวนาตีแผ่ความจริง "เบื้องหลัง 7 ตุลาเลือด" ดึงผู้ชุมนุมร่วมถ่ายทอดประสบการณ์อันเลวร้าย ที่รัฐตำรวจทำร้ายประชาชน ลั่นในอนาคตต้องตั้งโรงเรียนการเมือง ด้านอธิการบดีม.อุบลราชธานี ยอมรับเคยชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่พอรู้ตัวตนแท้จริงต้องถอยห่าง สับเละทักษิณลูกเลี้ยง "ลีกวนยู" ชี้รัฐบาลมือเปื้อนเลือดต้องถูกปฏิวัติด้วยมือประชาชน

วันนี้ (25ต.ค.) ที่โรงละครคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.อุบลราชธานี จัดเวทีตีแผ่ความจริง "เบื้องหลังเบื้องลึก 7 ตุลาเลือด" โดยให้ตัวแทนพันธมิตรฯจ.อุบลราชธานี คือ นางทัศนีย์ บุญประสิทธิ์ เจ้าของสถานีวิทยุชุมชน อ.พิบูลมังสาหาร นางยุภาพิน นากร ครูโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง และนายมานพ วุฒิอรุณกร เจ้าของร้านค้า ซึ่งได้เข้าร่วมชุมนุมในเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 51 และถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมปราบปรามตั้งแต่ตอนเช้าจนถึงเย็นเล่าเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นให้ผู้สัมมนาร่วมรับฟัง

ระหว่างการเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด ตัวแทน พธม.ที่เห็นความทารุณโหดร้ายที่เจ้าหน้าที่กระทำต่อคนไทยด้วยกัน จนทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บแขนขาขาดและเสียชีวิต ผู้เล่าได้กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือต่อเหตุการณ์ที่มองเห็นอยู่ตรงหน้า ทำให้บรรยากาศภายในโรงละครที่ใช้จัดเวทีเงียบสนิทด้วยความสลดใจ จากนั้นคณะผู้จัดงานได้ฉายภาพเหตุการณ์ตอนเจ้าหน้าที่ใช้ระเบิดและแก๊สน้ำตา ยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่หน้ารัฐสภา บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้ารัชกาลที่ 5 และหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลให้ผู้มาร่วมรับฟังดูความจริงที่เกิดขึ้น

ด้านนายประวี มะลิวงศ์ แกนนำ พธม.อุบลราชธานี กล่าวว่า เหตุการณ์ปราบปรามประชาชนเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ในสังคมไทย เพราะผู้มีอำนาจเอาเงินภาษีมาทำร้ายประชาชน และที่จัดเวทีครั้งนี้ เพื่อกระจายความจริงให้คนที่ยังไม่รู้ได้ทราบความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด คนอีสานไม่ใช่คนโง่ แต่ถูกระบอบทักษิณปกปิดความจริงมาตลอด
ในอนาคต พธม.อุบลราชธานี จะตั้งโรงเรียนการเมือง เพื่อให้คนเข้ามาศึกษาจะได้ทราบพฤติกรรมของนักการเมืองและกลุ่มการเมืองที่ ครอบงำโกงกินประเทศชาติ จึงเป็นเหตุให้นักการเมืองกลัว พธม. เพราะเราจะใช้ความรู้เป็นอาวุธจัดการกับนักการเมืองที่โกงกินประเทศชาติให้ หมดไป

ด้านศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ อธิการบดรมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้กล่าวกับประชาชนที่มาร่วมรับฟังความจริงเหตุการณ์ปราบปรามประชาชนวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ตนรู้สึกเสียใจที่เคยชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาก่อน ซึ่งเป็นความเชื่อเหมือนคนไทยทั่วไปขณะนั้นว่า คนที่ร่ำรวยมีเงินเป็นหมื่นๆล้านคงไม่โกง จึงให้การสนับสนุนและสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคตั้งแต่ยุคก่อตั้ง


แต่เมื่อศึกษาตัวตนที่แท้จริงของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเริ่มคุกคามสถาบันต่างๆ และใช้การเมืองนำทรัพย์สินของประเทศชาติไปขายให้ต่างชาติ ทำให้ทนไม่ได้และขอลาออกจากสมาชิกพรรคในเวลาต่อมา


อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เล่าประสบการณ์ย้อนหลังให้ผู้ร่วมเวทีฟังด้วยว่า "หลังตนจบการศึกษากลับมาทำงานเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขณะนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้ทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำช่วยเหลือชาวชนบท ตนที่มีความรู้เรื่องนี้ได้เข้าไปช่วยเหลืองาน ทำให้ทราบว่า พล.อ.เปรมมีความตั้งใจที่จะทำเพื่อคนชนบทให้ลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง มีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างประหยัด แต่ประเทศชาติประชาชนได้ประโยชน์เต็มที่"


ต่างกับ พ.ต.ท.ทักษิณสอนให้คนชนบทมีแต่ความยากจน ด้วยการแจกจ่ายเงินให้กู้ไปใช้ เพื่อให้บูชาคนที่นำเงินมาให้กู้เป็นพระเจ้า ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มีการใช้จ่ายงบประมาณ โดยตั้งงบประมาณเกินความจริงหลายเท่าตัว เพื่อหาเงินเข้ากระเป๋ากลุ่มทุนของพรรค และยังเผยแพร่วัฒนธรรมการโกงกินลงไปสู่การบริหารงานส่วนท้องถิ่น


"ท่าน พล.อ.เปรม เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ 8 ปี ได้รับเงินตอบแทนในตำแหน่งเพียง 15 ล้านบาท แต่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี 5 ปี มีรายได้จากการดำรงตำแหน่งวันละ 100 ล้านบาทแล้วคนอย่างนี้จะพูดว่าเป็นคนดีได้อย่างไร”


ศ.ดร.ประกอบยังกล่าวอีกว่า ตนยังค้นพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ร่วมมือกับนายลีกวนยู อดีตผู้นำประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้กุมกองทุนกลุ่มทุนจีนโพ้นทะเลกว่า 70 ล้านล้านบาท เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งมาซื้อสมบัติของชาติไทย จึงเกิดการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแล้วนำไปขายให้กับกลุ่มทุนพวกนี้ โดย พ.ต.ท.ทักษิณได้รับส่วนแบ่งแค่เศษเงิน แต่ก็ยังทำ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณนับถือนายลีกวนยูเป็นพ่อเลี้ยง


นอกจากมีเป้าหมายซื้อทรัพย์สมบัติในประเทศไทยแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นนายหน้าให้นายจอร์จ ดับเบิลยู บุช นำเงินจากกลุ่มทุนอเมริกามาลงทุนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เพื่อแลกส่วนแบ่งที่ได้รับไม่มากเท่าไหร่ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นแค่ลิ่วล้อหรือเด็กรับใช้ของกลุ่มทุนพวกนี้


ต่อจากนั้น ศ.ดร.ประกอบให้สัมภาษณ์ว่า นักวิชาการต้องให้ความรู้กับประชาชน โดยเฉพาะการทำการเมืองภาคประชาชนให้เข้มแข็ง ไม่ใช่นักการเมืองเอาเงินมาซื้อเสียงแล้วทำชั่วทำผิดขนาดไหน ก็จะอ้างแต่ว่าได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชน จึงไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง แต่เป็นการอ้างเอาระบอบมาแสวงหาผลประโยชน์ ถ้าประชาธิปไตยที่ถูกต้องแล้ว ต้องถูกตรวจสอบ ประชาชนเพียงคนเดียวก็ฟ้องเอาเข้าคุกได้ แต่เมืองไทยทุกวันนี้คนเป็นแสนเป็นล้านจะเอาคนผิดเข้าคุกก็ไม่ยอม


สำหรับการชุมนุมของกลุ่ม นปก.ในวันที่ 1 พ.ย. เป็นการใช้สิทธิที่สามารถรวมกลุ่มกันได้ ไม่เห็นด้วยกับ พธม.ก็ให้พูดไป แต่ไม่มีสิทธิเคลื่อนขบวนมาทำร้ายผู้ชุมนุมกลุ่มอื่น เพราะเป็นเรื่องผิด ตำรวจต้องจัดการ และไม่ใช่เป็นวิถีทางประชาธิปไตย เพราะเป็นพวกที่ถูกจ้างมาใครเป็นผู้จ้างเราก็รู้ วันนี้ไม่ต้องอ้อมค้อม ต้องพูดกันตรงๆอย่างนี้แหละ


ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณจะชี้แจงกรณีคำพิพากษาของศาลผ่านสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีที่เป็น ของราชการ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่กรณีคุณทักษิณเป็นผู้ร้ายมีความผิดติดคุก 2 ปี ตนจึงไม่เห็นเหตุผลของสถานีโทรทัศน์ของรัฐจะเปิดโอกาสให้ พ.ต.ท.ทักษิณมาให้ร้ายประเทศไทย โดยอ้างว่าตัว เขาไม่เชื่อถือระบบตุลาการของไทย สถานีโทรทัศน์ที่เป็นของรัฐคิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณทำได้อย่างไร


ศ.ดร.ประกอบกล่าวถึงเหตุการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ว่า "เป็นพัฒนาการทางการเมือง และมีแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ เพราะใครทำผิดก็ต้องรับผิด รัฐบาลก็จะต้องไป ทั้งจากกรณียุบพรรคการเมืองหรือการทำร้ายประชาชน รัฐบาลอยู่ไม่ได้แน่นอน หลังรัฐบาลนี้ไปแล้วก็จะมีองค์กรที่ดูแลประเทศออกมาหารือถึงเรื่องการปฏิรูป การเมืองประเทศไทย ผมไม่เชื่อว่ากลุ่มทุนทางการเมืองที่ทำแต่ความชั่วจะอยู่ปกครองได้ตลอดไป เพราะพวกเขาสู้ประชาชนไม่ได้แน่นอน


ส่วนการปฏิวัติตนคิดว่าคงไม่มีเกิดขึ้น เพราะปฏิวัติไปรอบที่แล้วไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ปล่อยให้ประชาชนปฏิรูปการเมืองกันเองดีกว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานีกล่าวให้ความเห็นสถานการณ์ทางการเมืองขณะ นี้

Thursday, October 23, 2008

โกวิท ยืมมือ ม็อบสล้าง ยึดคืนทำเนียบฯ สารเลวหนุนตัดเสบียง

มท.1 ยุส่ง “ม็อบสล้าง” บุกยึดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ ปากว่าตาขยิบเชื่อไม่เกิดเหตุรุนแรง พูดพล่อยๆ ตัดเสบียงพันธมิตรฯ ถือเป็นสิทธิอันชอบธรรม อุ้ม “นายใหญ่” โฟนอินจากลอนดอน 1 พ.ย. อ้างสิทธิส่วนบุคคล

วันนี้ (24 ต.ค.) พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชื่อมั่นว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรง กรณีที่กลุ่มพลังกู้วิกฤติชาตของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ จะปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ เพื่อตัดช่องทางการนำเสบียงอาหาร และเครื่องดื่มเข้าไปให้ผู้ชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพราะทุกฝ่ายต่างทำตามหน้าที่ และคนไทยทุกคนต่างคิดดีทำดี

ส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจะโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศเข้ารายการ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ พล.ต.อ.โกวิท เห็นว่าจะไม่ทำให้สถานการณ์ทางการเมืองทวีความรุนแรงขึ้น และเรื่องดังกล่าวถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล

รายงานพิเศษ : “ตร.” รวมหัว “ทนายทักษิณ” ยื้อคดีสินบน 2 ล้าน?

แม้คดีทุจริตซื้อที่รัชดาฯ จะรู้ผลจากศาลไปเรียบร้อยว่า นายใหญ่อย่าง “พ.ต.ท.ทักษิณ” ถูกสั่งจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา แต่อีกด้านกลับปรากฏว่า คดีที่ลูกน้องเป็นจำเลย (กรณี 3 ทนายของตัวเองในคดีซื้อที่รัชดาฯ พยายามติดสินบน 2 ล้าน จนท.ศาลฎีกาฯ) กลับยังไปไม่ถึงไหน 4 เดือนแล้วยังสอบไม่เสร็จ-สรุปสำนวนไม่ได้ จนน่าสงสัยว่า ความล่าช้าของคดีนี้เกิดจากการประวิงเวลาของทนายทักษิณฝ่ายเดียวจริงหรือ? ลองมาย้อนดูคดีสินบน 2 ล้าน รวมทั้งท่วงท่าของ ตร.และทนายทั้งสามของทักษิณ แล้วตัดสินกันเองว่า พฤติกรรมของ ตร.ที่รับผิดชอบคดีนี้เป็นเช่นไร

กรณี 3 ทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่รับผิดชอบคดีทุจริตซื้อที่ดินย่านรัชดาฯ พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง ด้วยการนำถุงขนมใส่เงิน 2 ล้านไปให้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.2551 โดยจากการไต่สวนข้อเท็จจริงขององค์คณะผู้พิพากษา พบว่า เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ เพื่อรายงานตัวคดีทุจริตซื้อที่รัชดาฯ ปรากฏว่า ก่อนหน้าที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางไปศาล ทางทีมทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณจำนวน 3 คนได้เดินทางไปศาลก่อนในเวลาประมาณ 09.30น.ประกอบด้วย นายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ,น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายของนายพิชิฏ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดี พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ซึ่งเป็นญาติของคุณหญิงพจมานด้วย

ทั้งนี้ วันดังกล่าว ทั้งสามได้ขึ้นไปยังชั้น 4 ของศาลฎีกาฯ เพื่อยื่นคำร้องการรายงานตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานในคดีทุจริตซื้อที่รัชดาฯ จากนั้น น.ส.ศุภศรีได้แจ้ง ม.ล.ฐิติพงศ์ ชมพูนุช นิติกรประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาว่า นายธนาให้ไปพบ เพื่อปรึกษาคดีที่ห้องพักทนายความ เมื่อ ม.ล.ฐิติพงศ์เข้าไปพบ นายธนากลับยื่นถุงกระดาษซึ่งปิดผนึกมิดชิดให้ โดยไม่บอกว่าภายในบรรจุอะไร เพียงแต่บอกว่า “ระยะนี้ต้องมาติดต่อบ่อย เห็นใจเจ้าหน้าที่ เลยเอาของมาฝาก ให้ไปแบ่งกัน” จาก นั้น ม.ล.ฐิติพงศ์จึงได้เดินไปหานายรักเกียรติ วัฒนพงษ์ เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ แต่ไม่พบ เนื่องจากนายรักเกียรติเดินทางไปประชุมที่รัฐสภา ม.ล.ฐิติพงศ์จึงไปพบนายอนันต์ วงศ์ประภารัตน์ เลขานุการศาลฎีกา ที่กำลังตรวจความเรียบร้อยในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ซึ่งนายอนันต์ได้สั่งให้เปิดถุง เมื่อพบว่าเป็นเงิน จึงสั่งให้คืนเจ้าของไป เพราะการรับถุงไว้น่าจะเป็นการไม่ชอบ อาจละเมิดอำนาจศาล และเป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน โดยก่อนที่เจ้าหน้าที่ศาลจะนำถุงเงินไปส่งคืนกับมือนายธนา ได้มีการถ่ายรูปเงินและถุงดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน

ด้าน นายธนา ได้ให้การต่อศาลระหว่างไต่สวนว่า มีการหยิบถุงผิดให้เจ้าหน้าที่ศาล โดยอ้างว่า มีถุงที่ห่อในลักษณะเดียวกัน 2 ใบอยู่ในรถ ห่อหนึ่งเป็นเงินอยู่กระโปรงท้ายรถ ซึ่งตั้งใจจะนำไปฝากธนาคาร อีกห่อหนึ่งเป็นขนมช็อกโกแลตอยู่ที่เบาะหลังรถ ซึ่งตนได้หยิบถุงผิดไป แต่คำอ้างของนายธนาไม่มีน้ำหนักพอที่จะทำให้ศาลเชื่อได้ โดยศาลมองว่า หากนายธนาหยิบถุงผิดจริง ทำไมจึงไม่เอะใจตอนที่เจ้าหน้าที่ศาลนำถุงเงินดังกล่าวมาคืน เพราะเจ้าหน้าที่ได้ถามนายธนาว่า “รู้หรือไม่ว่าข้างในมีอะไร” ซึ่ง นายธนาก็ตอบว่ารู้ และเดินกลับไป ไม่ได้มีการตรวจสอบถุงดังกล่าวแต่อย่างใด พร้อมกันนี้ ศาลยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากมีของ 2 สิ่งลักษณะห่อเหมือนกัน นายธนาย่อมต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าปกติเพื่อไม่ให้มีการหยิบผิด อีกทั้งหากนายธนาต้องการมอบช็อคโกแลตให้เจ้าหน้าที่จริง ก็ควรนำไปให้ที่เคาน์เตอร์อย่างเปิดเผย เพื่อความบริสุทธิ์ใจ ศาลจึงเชื่อว่านายธนารู้อยู่แล้วว่าถุงกระดาษที่มอบให้เจ้าหน้าที่ศาลนั้นมี เงิน 2 ล้าน

ส่วน นายพิชิฏ และ น.ส.ศุภศรีนั้น ศาลชี้ว่า เป็นตัวการร่วมกับนายธนา จะบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองร่วมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย โดย น.ส.ศุภศรี เป็นผู้ที่บอก ม.ล.ฐิติพงศ์ให้ไปพบนายธนาที่ห้องพักทนายความ และขณะที่ น.ส.ศุภศรีบอก ม.ล.ฐิติพงศ์ ทางนายพิชิตก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย และหลังจากการเข้าพบ ทั้งนายพิชิฏและ น.ส.ศุภศรีก็เห็น ม.ล.ฐิติพงศ์เดินออกมาพร้อมถุงกระดาษ หากทั้งสองไม่ทราบเรื่องถุงเงิน 2 ล้าน ก็ควรจะต้องสอบถามและซักไซ้หรือบอกกล่าวให้รู้ว่าจะนำช็อกโกแลตมาให้เจ้า หน้าที่ศาลโดยไม่ต้องปิดบัง และว่า การกระทำของนายธนา นอกจากจะเป็นเรื่องร้ายแรงแล้ว ยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อรูปคดีและกระทบต่อวิชาชีพทนายความ แทนที่นายพิชิฏจะซักไซ้ไล่เรียงให้เกิดความชัดเจนหรือนำถุงสิ่งของที่ถูก ต้องมาเปลี่ยนมอบให้ หรือต่อว่านายธนา แต่นายพิชิฏกลับทำตามคำร้องขอของนายธนา โดยโทรศัพท์มากล่าวขอโทษ ม.ล.ฐิติพงศ์ พร้อมทั้งสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว พฤติการณ์ของนายพิชิฏและ น.ส.ศุภศรี จึงชัดแจ้งว่า มีส่วนร่วมรู้เห็นกับนายธนา และแบ่งหน้าที่กันทำ
ทั้ง นี้ ศาลเห็นว่า การกระทำของบุคคลทั้งสาม ถือเป็นเหตุจูงใจให้เจ้าหน้าที่ของศาลฎีกาฯ กระทำการอันมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงเป็นประโยชน์ต่อคดีทุจริตซื้อที่รัชดาฯ ศาลยังชี้ด้วยว่า การกระทำของบุคคลทั้งสามนอกจากจะเป็นการประพฤติตนไม่เรียบร้อยในศาล ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งและพานิชย์ มาตรา 31(1), 33 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 แล้ว ยังน่าจะมีมูลความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงานด้วย และว่า การกระทำของบุคคลทั้งสามเป็นการกระทำที่อุกอาจท้าทายและเกิดขึ้นที่ศาลฎีกาฯ ซึ่งเป็นศาลยุติธรรมสูงสุดของประเทศ อีกทั้งบุคคลทั้งสามประกอบอาชีพทนายความและที่ปรึกษากฎหมาย ย่อมตระหนักดีว่าการกระทำของบุคคลทั้งสามจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่ สถาบันศาลยุติธรรมและจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาในการปฏิบัติหน้าที่ ของบุคลากรในอำนาจตุลาการ จึงเห็นสมควรลงโทษสถานหนักเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป ให้จำคุกบุคคลทั้งสามคนละ 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ส่วนความผิดฐานให้สินบนแก่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 หรือความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงานนั้น ศาลให้นายอนันต์ เลขานุการศาลฎีกา ดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายกับบุคคลทั้งสามและผู้เกี่ยวข้องต่อไป

หลังอ่านคำพิพากษา นายพิชิฏและ น.ส.ศุภศรี ได้ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวไปคุมขังทันที เนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ ถือเป็นที่สุด ไม่สามารถอุทธรณ์ใดใดได้ ส่วนนายธนานั้นไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยอ้างว่าป่วยปวดหัว จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาออกไป 7 วัน แต่ศาลเห็นว่าเหตุผลไม่เพียงพอ จึงได้ออกหมายจับนายธนามาฟังคำพิพากษา โดยภายหลังพบว่า นายธนาพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งนายธนาขอพักรักษาตัวถึงวันที่ 1 ก.ค.

ด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้จะไม่ได้ออกมาพูดเรื่องสินบน 2 ล้านด้วยตัวเอง แต่ก็ได้ออกแถลงการณ์โดยให้นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวนำมาเผยแพร่ต่อสื่อมวลชน โดยระบุว่า เสียใจที่ทีมทนายของตนถูกกล่าวหาว่านำเงิน 2 ล้านไปมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกา พร้อมยืนยันว่า ตนไม่ได้ประโยชน์จากการกระทำดังกล่าว เพราะเจ้าหน้าที่ธุรการของศาลไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดี

ขณะที่ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน และรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ก็ออกมาป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ โดยบอก (26 มิ.ย.) ว่า คิดว่ากรณีที่สินบน 2 ล้านไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเพียงแค่จ้างทนายให้ทำคดีให้เท่านั้น

ส่วนท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล. ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1(ผบก.น.1) ในขณะนั้น ก็รีบออกมาด่วนสรุปทั้งที่ยังไม่มีการสอบกรณีสินบน 2 ล้าน (เมื่อ 27 มิ.ย.)ว่า การให้เงินดังกล่าวไม่ถึงกับเป็นการจ้างล้มคดี และไม่เข้าข่ายให้สินบนเจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการ เพราะเป็นเพียงการให้เงินเจ้าหน้าที่ธุรการ โดยอาจจะเพื่อความสะดวกในการทำคดี ไม่ถึงกับเป็นการล้มคดี จึงแจ้งความร้องทุกข์ตามมาตรา 144 (ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อจูงใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประวิงการกระทำอันมิชอบด้วยหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ใช่มาตรา 167 เพราะไม่ได้ให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการ

พล.ต.ต.อำนวย ยังคุยโวด้วยว่า คดีนี้เป็นคดีที่ง่ายมาก เพราะศาลได้วางแนวทางไว้ให้ทั้งหมดแล้ว ไม่น่าจะมีประเด็นที่แตกอะไรมาก เจ้าหน้าที่คงยืนตามคำพิพากษาศาล และพนักงานสอบสวนก็สอบตามที่ผู้ต้องหาเบิกความไว้กับศาล ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณมาสอบปากคำหรือไม่ พล.ต.ต.อำนวย บอกว่า ต้องสอบสวนนายธนาก่อน เนื่องจากเป็นกุญแจสำคัญ และต้องดูว่าหลักฐานสามารถเชื่อมโยงได้หรือไม่ พร้อมย้ำว่า คดีนี้ไม่น่าจะใช้เวลาเกิน 30 วัน

ด้าน นายสาธิต ปิตุเตชะ รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาตั้งข้อสังเกต (29 มิ.ย.) ว่า การที่ตำรวจออกมาพูดว่า ทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณขาดเจตนาของการกระทำผิดนั้น ชี้ให้เห็นว่า ระบอบทักษิณยังวนเวียนอยู่ในกระบวนการยุติธรรมขั้นต้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรืออัยการ ซึ่งพนักงานสอบสวนควรจะหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และใช้อำนาจสอบสวนว่าเส้นทางเงินสินบนดังกล่าวมาจากไหน มาจากบัญชีของใคร และที่สำคัญ พนักงานสอบสวนไม่มีหน้าที่ออกมาให้สัมภาษณ์ ต้องดำเนินการเป็นความลับ และสาวไปถึงต้นตอให้ได้ เพราะคดีนี้มี พ.ต.ต.ทักษิณและภริยาเป็นจำเลย การปฏิบัติหน้าที่ต้องตั้งข้อสงสัยว่าผู้ได้รับประโยชน์จากกรณีสินบนดัง กล่าวคือใคร

ขณะที่ พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผู้กำกับการ สน.ชนะสงคราม พูดถึงคดีสินบน 2 ล้าน (29 มิ.ย.) ว่า ตำรวจไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยพนักงานสอบสวนได้นัดพยานฝ่ายผู้กล่าวหา (เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาฯ) ทั้งหมด 5 คนมาสอบปากคำ หากคำให้การของพยานมีน้ำหนักเพียงพอ พนักงานสอบสวนก็จะไปสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 คน หากผู้ต้องหามีการเชื่อมโยงหรือพาดพิงถึงใคร ก็พร้อมเรียกทุกคนมาสอบปากคำ ไม่มีข้อยกเว้นเด็ดขาด พ.ต.อ.รังสรรค์ ยังพูดสอดคล้องกับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 ในขณะนั้นด้วยว่า คดีนี้ต้องชัดเจนใน 30 วัน!

วันต่อมา (30 มิ.ย.) ตำรวจ สน.ลุมพินี ได้เข้าควบคุมตัวนายธนา ตันศิริ หนึ่งในทีมทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณกรณีสินบน 2 ล้านที่พักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์และอาการดีขึ้นแล้ว ไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาฯ คดีละเมิดอำนาจศาล จากนั้นได้นำตัวนายธนาไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพเช่นเดียวกับนายพิชิฏ ที่ถูกคุมขังตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.

ด้าน นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ พูดถึงระเบียบปฏิบัติหากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบปากคำผู้ต้องขัง รวมถึงผู้ต้องขังทั้ง 3 รายกรณีสินบน 2 ล้านว่า หากได้รับการประสานจากตำรวจ ทางเรือนจำพร้อมจะเตรียมสถานที่ให้พนักงานสอบสวนมาสอบในเรือนจำ แต่จะไม่อนุญาตให้นำผู้ต้องขังไปสอบข้างนอก เนื่องจากเป็นกฏของทางเรือนจำและเกรงว่าผู้ต้องขังอาจหลบหนีได้

ต่อ มา 3 ก.ค.ได้เกิดความไม่ชอบมาพากลในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะแทนที่จะประสานไปยังเรือนจำเพื่อขอเข้าสอบปากคำนายพิชิฏ-นายธนาและ น.ส.ศุภศรี ตามที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์ได้เคยแจ้งไว้แล้ว แต่พนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม กลับไปขอศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาทั้งสาม ซึ่งในที่สุด ศาลได้ยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า จำเลยทั้งสามยังอยู่ในเรือนจำ และต้องรับโทษนานถึง 6 เดือน ช่วงเวลาดังกล่าวพนักงานสอบสวนสามารถเข้าไปสอบข้อเท็จจริงในเรือนจำได้

การที่ศาลยกคำร้องขอออกหมายจับ ไม่เพียงทำให้ตำรวจที่รับผิดชอบคดีสินบน 2 ล้านหน้าแตก แต่พฤติกรรมของตำรวจยังทำให้สังคมกังขาด้วยว่า ตำรวจมีเจตนาใดกันแน่ที่ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสามแทนการเข้าไปสอบสวน ภายในเรือนจำ!?!

9 ก.ค. พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.ชนะสงคราม ออกมาเผยความคืบหน้าคดีสินบน 2 ล้านว่า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำเจ้าหน้าที่ศาลฎีกาซึ่งเป็นฝ่ายผู้กล่าวหาเรียบ ร้อยแล้วทั้งหมด 6 ปาก แต่ยังไม่ได้สอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 3 คน เนื่องจากทนายความของผู้ต้องหาได้ขอเลื่อนการให้ปากคำของลูกความออกไป 1 เดือน โดยให้เหตุผลว่า จำเป็นต้องขอสำเนาคำสั่งศาลมาเพื่อประกอบสำนวน ดังนั้นพนักงานสอบสวนก็ต้องรอ พร้อมยืนยัน การขอเลื่อนการให้ปากคำของผู้ต้องหา ไม่ได้เป็นการดึงเกมให้ช้า (น่า สงสัยว่า เหตุใดทนายของผู้ต้องหาไม่ขอคำสั่งศาลตั้งแต่หลังฟังคำพิพากษา 25 มิ.ย. กลับปล่อยให้เวลาผ่านไปถึงครึ่งเดือน แล้วจึงยกมาเป็นเหตุในการขอเลื่อนการให้ปากคำของผู้ต้องหา)

พ.ต.อ.รังสรรค์ ยังยืนยันด้วยว่า ตำรวจไม่เคยคิดเตะถ่วงหรือดึงเรื่องให้คดีนี้สรุปช้า แต่ต้องรอสอบผู้ต้องหา เมื่อทนายเขาทำเรื่องขอเลื่อน ก็ต้องให้เค้า แต่ถ้าขอเลื่อนอีก ตามกฎหมายไม่มีเรื่องเร่งด่วนใดจะมาอ้างได้อีก (โปรดจำคำพูดที่ขีดเส้นใต้ให้แม่น แล้วติดตามว่า ตำรวจทำตามที่พูดหรือไม่?)
เป็นที่น่าสังเกตว่า การที่ตำรวจอนุญาตให้นายพิชิฏ-นายธนา-น.ส.ศุภศรี เลื่อนการให้ปากคำออกไปได้นานถึง 1 เดือน นับเป็นการ “ตบหน้าตัวเอง” ของตำรวจ ทั้ง พ.ต.อ.รังสรรค์ และ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ที่คุยโวก่อนหน้านี้ว่า คดีนี้จะสรุปได้ภายใน 30 วัน!

21 ก.ค. พ.ต.อ.รังสรรค์ บอกว่า เร็วๆ นี้จะเรียกทนายฝ่ายผู้ต้องหามาแจ้งขอเข้าสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสามในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ

26 ก.ค. พ.ต.ท.สุเมธ จิตต์พานิชย์ รอง ผกก.สน.ชนะสงคราม ออกมาเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสามได้ส่งทนายประสานมาขอเลื่อนการให้ปากคำออกไปอีกครั้ง (เป็นครั้งที่ 2 หลังครั้งแรกขอเลื่อนได้ 30 วันแล้ว) โดยให้เหตุผลว่า ตัวทนายที่ดูแลคดีสินบน 2 ล้าน ติดภารกิจต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานการสู้คดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ จึงไม่สะดวกที่จะว่าความให้ผู้ต้องหาทั้งสามในช่วงเวลานี้ จำเป็นต้องขอขยายเวลาไปเป็นช่วงประมาณเดือน ส.ค.

พ.ต.ท.สุเมธ ยังยืนยันด้วยว่า พนักงานสอบสวนไม่ได้เตะถ่วงเวลาหรือเข้าข้างฝ่ายใดเป็นพิเศษ แต่เป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะเลือกทนายเอง ไม่เอาทนายที่เราจัดหาให้ และว่า หลังจากนี้ ถ้าทนายของผู้ต้องหายังขอเลื่อนต่ออีก พนักงานสอบสวนก็ต้องรายงานให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงพิจารณา ซึ่งเรื่องนี้มีคณะกรรมการระดับ บช.น.ดูแลด้วย ยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นธรรม ไม่มีลำเอียงแน่นอน แต่ต้องรอทนายของผู้ต้องหามาว่าความสู้คดีก่อน

6 ส.ค. พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผกก.สน.ชนะสงคราม ให้สัมภาษณ์ถึงคดีสินบน 2 ล้านว่า ผู้ต้องหาทั้งสามได้ส่งทนายประสานขอเลื่อนการให้ปากคำออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากทนายต้องเตรียมข้อมูลเอกสารต่อสู้ในหลายคดีที่อยู่ในชั้นศาล พ.ต.อ.รังสรรค์ ยืนยันด้วยว่า ไม่ใช่เราจะให้เวลาฝ่ายผู้ต้องหาเป็นกรณีพิเศษ แต่ต้องดูเหตุและผลประกอบกันด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า คดีนี้จะเกี่ยวข้องกับอดีตผู้นำประเทศหรือไม่ พ.ต.อ.รังสรรค์ บอกว่า ยังตอบไม่ได้ว่าเกี่ยวพันกับใครหรือไม่ ตราบใดที่ยังไม่ได้สอบปากคำผู้ต้องหา

8 ส.ค. พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน ผบก.น.1 ในขณะนั้น พูดถึงคดีสินบน 2 ล้านว่า ได้รับรายงานจาก ผกก.สน.ชนะสงครามว่า ทางทนายของผู้ต้องหาขอเลื่อนไปอีก 30 วัน โดยอ้างว่าต้องเตรียมการสู้คดีในหลายๆ เรื่อง ตนจึงได้สั่งให้ ผกก.สน.ชนะสงคราม ทำหนังสือแจ้งไปทางทนายของผู้ต้องหาเป็นครั้งสุดท้าย ให้ยื่นหลักฐานมา พล.ต.ต.อำนวย ยังทำเป็นขึงขังด้วยว่า คราวต่อไปหากขอเลื่อนอีกจะพิจารณาไม่ให้เลื่อนแล้ว ถือว่าเป็นการประวิงเวลาทำให้คดีล่าช้า และถือว่าเป็นคนละเรื่องกัน ระหว่างการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาในเรือนจำกับการที่ทนายของผู้ต้องหาไป เตรียมการต่อสู้คดีอื่น หรือไม่ก็ให้ผู้ต้องหาเปลี่ยนทนายเสีย
ต่อมา 22 ส.ค. พ.ต.ท.สุเมธ จิตต์พานิชย์ รอง ผกก.สน.ชนะสงคราม พูดถึงคดีสินบน 2 ล้านว่า คาดว่าภายในต้นเดือน ก.ย.นี้คงจะสอบปากคำได้ และว่า การสอบปากคำจะเน้นไปที่ที่มาเส้นทางของเงิน 2 ล้าน เพื่อชี้ชัดในรายละเอียดต่อไป

10 ก.ย. ผู้สื่อข่าวติดตามความคืบหน้าจาก พ.ต.ท.สุเมธอีกครั้งเพราะเคยบอกว่าจะสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสามได้ในต้นเดือน ก.ย. ประกอบกับเป็นช่วงที่ครบกำหนด 30 วันที่ทนายของผู้ต้องหาขอเลื่อนการให้ปากคำเป็นครั้งที่สองแล้ว โดย พ.ต.ท.สุเมธ บอกว่า ได้เร่งรัดเตรียมขอเข้าสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสามที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพใน เดือน ก.ย.นี้แน่นอน(โปรดสังเกต เงื่อนเวลาที่เคยบอกว่า “ต้นเดือน ก.ย.” เปลี่ยนไปเป็น “ภายในเดือน ก.ย.”) พ.ต.ท.สุเมธ บอกอีกว่า ที่ผ่านมายอมรับว่าทนายของผู้ต้องหาได้ขอเลื่อนการเข้าสอบปากคำ ซึ่งทางตำรวจก็ได้อนุโลมให้ แต่จนถึงขณะนี้ไม่มีเหตุอันใดจะขอเลื่อนได้อีก ตำรวจจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

22 ก.ย. พ.ต.ท.สุเมธ เผยถึงคดีสินบน 2 ล้านว่า ตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาทั้งสามไปแล้ว ในข้อหาให้สินบนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 และความผิดอื่นต่อเจ้าพนักงาน

เป็น ที่น่าสังเกตว่า ตำรวจใช้เวลานานถึง 3 เดือนกว่าจะเข้าแจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งสาม และแม้ พ.ต.ท.สุเมธ จะบอกว่า ตำรวจได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งสามแล้ว แต่กลับปรากฏว่าตำรวจยังไม่ได้สอบปากคำผู้ต้องหาแต่อย่างใด โดย พ.ต.ท.สุเมธ บอกเพียงว่า ปลายเดือน ก.ย.นี้ ตำรวจจะเริ่มสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสาม เพื่อหาเส้นทางที่มาที่ไปของเงินสินบนดังกล่าว

แต่ในที่สุด ตำรวจก็ไม่ได้สอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสามในช่วงปลายเดือน ก.ย.ตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามความชัดเจนจาก พ.ต.อ.รังสรรค์ ประดิษฐผล ผก ก.สน.ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 30 ก.ย. และได้คำตอบว่า ผู้ต้องหาทั้งสามได้ให้ทนายประสานมายังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อที่จะกำหนดวันให้ปากคำแล้ว คาดว่าประมาณต้นเดือน ต.ค.นี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเดินทางเข้าสอบปากคำผู้ต้องหาในเรือนจำพิเศษกรุงเทพได้

พ.ต.อ.รังสรรค์ ผู้ซึ่งเคยประกาศว่าคดีนี้จะต้องชัดเจนใน 30 วัน ยังพูดกับผู้สื่อข่าวหลังเวลาผ่านไป 3 เดือนกว่าด้วยว่า “อย่า ห่วงกังวลกันเลย ตำรวจสอบสวนผู้ต้องหาทั้งสามคนแน่ แม้จะเหลือเวลาติดคุกอีก 2 เดือนก็จะครบ 6 เดือนตามโทษที่ได้รับ ผมก็มั่นใจผู้ต้องหาไม่หนีเมื่อพ้นโทษ ทางเราจะสอบปากคำให้แล้วเสร็จก่อน 2 เดือนอยู่แล้ว เพราะได้ประสานไปทางเรือนจำแล้ว รอแค่ทนายฝ่ายผู้ต้องหานัดวันมาในช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ว่าเป็นวันไหนเท่านั้น เพราะทนายเขาต้องร่วมฟังคำให้การด้วย”
แต่ปรากฏว่า ช่วงต้นเดือน ต.ค.ก็ไม่มีข่าวความคืบหน้าของคดีสินบน 2 ล้านออกมาจากตำรวจ กระทั่งวันที่ 15 ต.ค. พ.ต.ท.สุเมธ จิตต์พานิชย์ รอง ผกก.สน.ชนะสงคราม จึงออกมาบอกว่า พนักงาน สอบสวนได้สอบปากคำผู้ต้องหาไปแล้ว 2 ปาก คือ นายพิชิฏ และ น.ส.ศุภศรี ส่วนนายธนายังไม่ได้สอบ เนื่องจากทนายของผู้ต้องหาแจ้งว่าตัวทนายติดภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ ดังนั้นต้องรอให้ทนายกลับจากต่างประเทศก่อน พ.ต.ท.สุเมธ บอกด้วยว่า พนักงานสอบสวนจะเร่งรัดดำเนินการให้เรียบร้อยโดยเร็ว คาดว่าประมาณปลายเดือน ต.ค.จะสรุปสำนวนคดีนี้ส่งให้คณะกรรมการระดับ บช.น.พิจารณาได้

ไม่น่าเชื่อว่า คดีสินบน 2 ล้าน ซึ่งเป็นคดีสำคัญและอยู่ในความสนใจของประชาชน เพราะผู้เสียหายเป็นถึงสถาบันตุลาการ เป็นกระบวนการยุติธรรมสูงสุดของประเทศ(ศาลฎีกา) และผู้ต้องหาเป็นถึงทีมทนายของอดีตผู้นำประเทศอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณที่เป็นจำเลยในคดีทุจริตหลายคดี ตำรวจจะใช้เวลาสอบสวนมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งที่คดีไม่ได้มีความยากหรือซับซ้อน ตำรวจยังบอกเองว่าเป็นคดีที่ง่ายมาก เพราะศาลวางแนวทางไว้แล้ว ผู้ต้องหาก็เบิกความต่อศาลไว้แล้ว ประกอบกับผู้ต้องหาก็ไม่ได้หลบหนี ที่จะต้องใช้เวลาในการติดตามตัว แต่ผู้ต้องหาอยู่ระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ(ฐานละเมิดศาล) ตำรวจจะเข้าไปสอบปากคำเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ แต่ตำรวจของไทยในยุครัฐบาลแฟมิลี่ของทักษิณ กลับมิได้ใส่ใจที่จะทำงานให้สมกับความเป็นกระบวนการยุติธรรมชั้นต้น ปล่อยให้ผู้ต้องหาและทนายประวิงเวลาการเข้าสอบปากคำซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระทั่งเวลาผ่านไป 4 เดือน ยังไม่สามารถสอบผู้ต้องหาได้แล้วเสร็จ