Wednesday, October 29, 2008

พันธมิตรฯ เคลื่อนพลบี้สถานทูตผู้ดีส่ง "น.ช.แม้ว" รับโทษ

วันนี้(30 ต.ค.)ประมวลภาพพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีเหลืองเรือนหมื่น เคลื่อนพลไปยังหน้าสถานทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย พร้อมอุปกรณ์การเชียร์ครบมือ และมีการนำป้ายผ้าสีขาว สกรีนข้อความเป็นภาษาอังกฤษ ขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศไทย โดยมี ฯพณฯ นายควินตัน มาร์ค เควลย์ เอกราชทูตแห่งสหราชอาณาจักรประจำประเทศไทย ออกมารับหนังสือร้องเรียนด้วยตนเอง
ทั้งนี้ได้นำรถขยายเสียงขนาดใหญ่หลายคันมาจอดขวางไว้บริเวณด้านหน้า สถานทูตอังกฤษ และผู้ชุมนุมลงยืนเต็มถนนวิทยุ เป็นเหตุให้การจราจรบริเวณถนนวิทยุ ตั้งแต่ช่วงแยกเพลินจิต ติดขัดเป็นทางยาว จนเจ้าหน้าที่ต้องปิดการจราจรบริเวณถนนวิทยุเป็นการชั่วคราว จนกว่าการชุมนุมจะแล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้มีการปราศรัยบนรถขยายเสียงจากตัวแทนพันธมิตรฯ เพื่อปลุกขวัญกำลังใจของผู้ชุมนุม

ลอบปาบึ้มใส่พันธมิตรบาดเจ็บเพียบ

เวลา 03.20 น. ชายฉกรรจ์ 2 คน ขี่รถมอเตอร์ไซค์มาจอดอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวาน จากนั้นได้ขว้างวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดเข้าใส่การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตย ทำให้เกิดเสียงดังสนั่น ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก และต้องนำส่งโรงพยาบาลวชิระ โดยด่วนจำนวน 6 ราย

เวลา 03.25 น. ชายฉกรรจ์จำนวน 4-5 คน สวมชุดดำ ปีนข้ามรั้วกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนใช้อาวุธปืนไม่ทราบขนาด สาดกระสุนจำนวนหลายสิบนัดเข้าใส่พันธมิตรฯ

เวลา 04.30 น. ร.ต.อ.ป้อมเพ็ชร โชติกลาง ร้อยเวร สน.นางเลิ้ง ได้เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุที่สะพานมัฆวาน โดยได้ขึงเชือกกั้นบริเวณจุดเกิดเหตุ เพื่อกันไม่ให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณดังกล่าว จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าแรงระเบิดทำให้เกิดหลุมลึกกว่า 3 ซม. กว้าง 5 ซม.

เวลา 05.05 น. พ.ต.อ.วิบูลยุทธ สันทัดเวช ผู้กำกับ สน.นางเลิ้ง ได้เดินทางเข้ามาตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยตัวเอง โดยมีเจ้าหน้าที่จากกองพิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด เข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อค้นหาวัตถุระเบิดที่อาจยังหลงเหลืออยู่ พร้อมหาชิ้นส่วนระเบิด เพื่อนำไปเป็นหลักฐานในการตามล่าตัวคนร้ายโดยเร่งด่วน
เวลา 06.30 น. หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเคลียร์พื้นที่ซึ่งโดนคนร้ายลอบขว้าง ระเบิดแล้ว พบชายไทยอายุประมาณ 20 ปี ผิวขาว สวมเสื้อยืดสีดำ ใส่กางเกงยีนส์สีน้ำเงิน สวมรองเท้าแตะพื้นสีแดง นอนคว่ำหน้าเสียชีวิตใต้โคนต้นมะขาม บริเวณหลัง บชน. ซึ่งห่างจากแนวกั้นของพันธมิตรฯ ประมาณ 150 เมตร จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ชายคนดังกล่าวถูกกระสุนปืนเข้าที่บริเวณท้ายทอยจนผู้เสียชีวิตในเวลาต่อมา
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

พันธมิตร ปะทะ นปก 7

พันธมิตร ปะทะ นปก 6

พันธมิตร ปะทะ นปก 5

พันธมิตร ปะทะ นปก 4

พันธมิตร ปะทะ นปก 3

พันธมิตร ปะทะ นปก 2

พันธมิตร ปะทะ นปก 1

7 ตุลาทมิฬ กับวิธีการเจรจาด้วย ลูกระเบิด ของ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด

วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวของนายตำรวจผู้หนึ่งที่ใส่ “ชุดหมี” หรือชุดปฏิบัติการคลุมทั้งตัวและศีรษะ ขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบริเวณถนนรอบ รัฐสภาอย่างเมามันนั้นติดตาผู้คนจำนวนมากที่ได้พบเห็นและชมภาพเหตุการณ์ดัง กล่าว เพราะภาพดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายและป่าเถื่อน เนื่องจากนายตำรวจผู้นี้นั้นใช้โล่ของเจ้าหน้าที่ผู้อื่นเป็นกำบัง และเมื่อสบโอกาสก็วิ่งออกจากแนวโล่เพื่อขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ ปราศจากอาวุธเป็นระยะ

ทั้งนี้ในเวลาต่อมาได้มีผู้ออกมาเปิดเผยว่า “นายตำรวจในชุดหมี” นั้นจริงๆ แล้ว มีนามว่า ลือชัย สุดยอด ซึ่งปัจจุบันมียศเป็น พันตำรวจเอก และดำรงตำแหน่ง รองผู้บังคับการกองบังคับการ ตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (รองผบก. ตปพ) ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกยกย่องจากสื่อว่าเป็น “ตำรวจน้ำดี” เป็น “The Negotiator” หรือ “นักเจรจาต่อรองประกันตัว”
พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด เกิดเมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2500 ปัจจุบันอายุ 51 ปี จบการศึกษาจากโรงเรียนอำนวยศิลป์ และเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 33 ทั้งยังมีคุณวุฒิเพิ่มเติมเป็น ปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์ (พ.ศ. 2522) และ ประกาศนียบัตรการต่อต้านการก่อการร้ายจากหน่วยสวาท ประเทศสหรัฐอเมริกา หน่วยตระเวนชายแดน ณ ประเทศเยอรมันตะวันตก (พ.ศ.2528) และผ่านหลักสูตร รร.ผกก.รุ่นที่ 35 จาก สบพ. (พ.ศ.2534)

ในด้านการทำงาน พ.ต.อ.ลือชัย เคยดำรงตำแหน่ง รอง สว.ส. สน.พระโขนง, รอง สว.ส. สน.จระเข้น้อย, ผบ.ร้อย 5 กก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.ปจ.บก.สปพ., ผกก.กก.2 (ป้องกันปราบปรามจลาจล) บก.ตร.ปฏิบัติการพิเศษ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงหน่วยอรินทราช ๒๖

ระหว่างการเป็น ผู้บังคับบัญชาของหน่วยอรินทราช ๒๖ พ.ต.อ.ลือชัย ถือว่ามีชื่อเสียงมาก เนื่องจากเป็นนักเจรจาต่อรองในเหตุการณ์การจี้ตัวประกัน เหตุการณ์โล้นซ่าควงปืนอาก้าบุกสภา เหตุการณ์ปล้นแล้วจับตัวประกัน เหตุการณ์เจรจาต่อรองกับคนเสียสติ เหตุการณ์คนฆ่าตัวตาย
“เมื่อมีเหตุการณ์จับตัวประกัน เกิดขึ้นในท้องที่ต่างๆ ผมซึ่งประจำในหน่วยอรินทราช ๒๖ มาตั้งแต่ยังเป็นเพียงแค่ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่ใน การเจรจาเกลี้ยกล่อมผู้ก่อเหตุอยู่บ่อยครั้ง นอกจากนั้นก็ยังสามารถเจรจาช่วยให้ตัวประกันปลอดภัยจากเหตุการณ์ต่างๆ ได้ มันเลยกลายเป็นผลงานติดตัวเราไปโดยปริยาย ทุกครั้งที่มีการจับตัวประกันไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ผู้บังคับบัญชาก็มักจะเรียกใช้หน่วยของผมเข้าไปปฏิบัติหน้าที่โดยเร็วทันที การเจรจาต่อรองที่ผมทำในแต่ละครั้ง ผมเต็มใจที่จะทำทุกครั้ง และก็มักจะได้ทำต่อเนื่องมาโดยตลอด จนกลายเป็นว่าถ้ามีการเรียกหน่วยของเราไปเมื่อไร ผมก็จะขออาสาเป็นคนทำหน้าที่เจรจาต่อรองตัวประกันเองแทบจะทุกครั้ง” พ.ต.อ.ลือชัยเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง

อย่างไรก็ดีเป็นที่ทราบกันดีในแวดวงตำรวจว่า พ.ต.อ.ลือชัย นั้นค่อนข้างจะชอบโชว์ออฟออกทางหน้าจอ หน้าหนังสือพิมพ์ โดยในช่วงปี 2549-2550 มีโอกาสได้เสนอหน้าตามสื่อต่างๆ มากมาย เช่น รายการ เจาะใจ พฤหัสบดีที่ 1 กุมภาพันธ์ 2550 หนังสือพิมพ์ และนิตยสารต่างๆ หลายเล่ม รวมทั้งเป็นผู้สาธิตการใช้กระสุนยางจากอาวุธปืนให้สื่อมวลชนชมเสมอ
ทั้ง นี้การโชว์ออฟผ่านสื่อสารมวลชนของ พ.ต.อ.ลือชัย สุดยอด ครั้งล่าสุดนั้น เป็นการปรากฏตัวในฐานะ “มือระเบิด” มากกว่าในคราบของ “นักเจรจาลิ้นทอง” อย่างที่เคยเป็นมา เพราะ ภาพหลักฐานตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์หลายช่องปรากฏเป็นหลักฐานที่มัด ตัวและชี้ชัดว่า ณ วันนี้ พ.ต.อ.ลือชัย นิยมการเจรจาด้วย “ลูกระเบิด” มากกว่า “ลิ้น” ที่เขาเคยบอกว่าถนัดนักหนา

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

พันธมิตรฯ บุกวัดบางละมุง ดูปูนปั้น ทักษิณ



ศูนย์ข่าวศรีราชา - พันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรีและใกล้เคียงหลายพันคนแห่ไปดูรูปปั้น “ทักษิณ” และบุคคลสำคัญ ที่วัดบางละมุง พร้อมจี้ให้วัดและหน่วยงานที่รับผิดชอบรื้อออกโดยด่วน หากล่าช้ากลุ่มพันธมิตรฯ จะร่วมมือกันรื้ออกให้ ด้านอำเภอเตรียมตั้งคณะกรรมการพิจารณาเรื่องดังกล่าวจะดำเนินการอย่างไร

วันนี้ (29 ต.ค.) ตั้งแต่เวลา 08.00 น.ที่บริเวณวัดบางละมุง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี กลุ่มพันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรี และพื้นที่ใกล้เคียง ได้ทยอยเดินทางมาเพื่อดูรูปปูนปั้น “หน้าทักษิณ ชินวัตร” และบุคคลสำคัญทางการเมือง ที่สำคัญยังมีรูปปั้นหน้าคล้ายบุคคลสำคัญของประเทศ ที่ประชาชนเคารพนับถืออยู่ที่ใต้ฐานพระประธานด้วย

ทั้งนี้ พันธมิตรฯ ที่ทยอยเดินทางเข้ามาในวัดอย่างต่อเนื่องจนแน่นวัด พร้อมเข้าไปดูรูปปั้นใต้ฐานพระประธานในโบสถ์ ต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมในการกระทำครั้งนี้ และถือว่าดูหมิ่นผู้ที่ประชาชนเคารพนับถือเป็นอย่างมาก และให้ทางวัดหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบรีบดำเนินการรื้อออกโดยด่วน

ด้าน นางสุมาลี ศิริสะอาด พันธมิตรฯ จังหวัดชลบุรี กล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ในช่วงแรกที่คุณสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ พูดบนเวทีนั้นตนยังไม่ค่อยแน่ใจเท่าไร จึงได้เดินทางมาดูด้วยตาตนเอง และเมื่อพบเห็นรูปดังกล่าวรู้สึกตกใจมาก ไม่นึกว่าจะมีการกระทำเช่นนี้เกิดขึ้น และควรจะต้องรีบดำเนินการรื้อออกไปโดยด่วน เพราะเป็นการกระทำดูหมิ่นและไม่เคารพเป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้บรรยากาศภายในวัดมีกลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางมาดูรูปดังกล่าวจำนวนมาก ซึ่งคาดว่าจะมีพันธมิตรฯ เดินทางมาอย่างต่อเนื่องจากถึงช่วงเย็น คาดว่าไม่ต่ำกว่า 5,000-10,000 คนอย่างแน่นอน

ด้าน นายมงคล ธรรมกิตติคุณ นายอำเภอบางละมุง ได้เดินทางมาที่วัด พร้อมร่วมประชุมกับเจ้าคณะอำเภอบางละมุง เพื่อสอบถามถึงสาเหตุและรูปภาพดังกล่าวมีความเป็นมาอย่างไร ซึ่งได้รับคำตอบจาก นายสำรวย เอมโอด ช่างปูนปั้น ซึ่งได้โทรศัพท์ไปสอบถาม ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่ปั้นรูปต่างๆ ขึ้นมาว่า วัดให้อิสระในการปั้นโดยตนต้องการสื่อให้เห็นว่า ในช่วงที่กระทำนั้นใครมีความสำคัญบ้าง เช่น ในช่วงยุค พ.ต.ท.ทักษิณ, ฝ่ายค้าน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นายสนธยา คุณปลื้ม และดารา ตลกหม่ำ จ๊กมก

ส่วนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวถึงเมื่อคืนวันที่ 28 ต.ค 51 บนเวทีนั้นได้รับการชี้แจง จากนายสำรวย ว่าเป็นนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ส.ส.ฝ่ายค้าน โดยการแต่งองค์ทรงเครื่องนั้น เนื่องจากนายบัญญัติ เป็นคนใต้ และจุดนั้นเป็นรูปแบบของมโนราห์

นายมงคล กล่าวต่อไปว่า เมื่อปัญหาเกิดขึ้นจะต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ต่อไป โดยมีฝ่ายอำเภอบางละมุง พระวัดบางละมุง และตัวแทนชาวบ้าน เพื่อร่วมกันปรึกษาหารือว่าจะทำอย่างไร จึงจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

ด้านพระลูกวัด กล่าวว่า สำหรับวัดแห่งนี้ไม่มีคณะกรรมการวัด และไม่มีมัฆทายก โดยทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่ที่เจ้าอาวาส ที่สำคัญเจ้าอาวาสยังชื่นชอบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นอย่างมาก และสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็อาจขึ้นอยู่กับความชอบเป็นการส่วนตัวของเจ้าอาวาส ด้วย

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

ภรรยา สารวัตรจ๊าบ ลั่นไม่รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลฆาตกร

บุรีรัมย์ - ภรรยา “สารวัตรจ๊าบ” วีรชนผู้กล้า 7 ตุลาทมิฬ ที่ถูกระเบิดเสียชีวิตในเหตุการณ์สลายชุมนุมโหดร้ายป่าเถื่อนของรัฐบาลทรราช “น้องเขยแม้ว” ที่หน้ารัฐสภา ยืนยันไม่รับเงินเยียวยาจากรัฐบาลฆาตกร แต่ขอให้ออกมาแสดงรับผิดชอบและให้ความเป็นธรรมสามีที่ถูกยัดข้อหาพกพาระเบิด เผยนำเงินบริจาคของพันธมิตรฯ เก็บไว้ให้ลูกและจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนถ่ายทอดเสียง “ASTV” เปิดหูเปิดตาชาวบุรีรัมย์ สานต่อเจตนารมณ์สู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ของสามี

วันนี้ (29 ต.ค.) น.ส.เพ็ญพิมล ใสงาม ภรรยา พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือ “สารวัตรจ๊าบ” ประธานกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินบุรีรัมย์, ผู้ประสานงานเครือข่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.บุรีรัมย์ และหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ภาคอีสาน ที่ถูกระเบิดเสียชีวิตจากเหตุการณ์รัฐบาลสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวัน ที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา เปิดเผยว่า ตนและครอบครัวขอยืนยันจะไม่รับเงินเยียวยาช่วยเหลือจากรัฐบาล หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุสลายการ ชุมนุมอย่างรุนแรงของรัฐบาลในเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา

แต่อยากให้รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้ความเป็นธรรมกับสามีที่ถูกยัดเยียดข้อหาพกพาระเบิด ซึ่งเป็นข้อหาที่หนักไร้ความเป็นธรรมมากสำหรับสามีที่เสียชีวิตไปแล้ว จึงอยากเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่สามีและวงศ์ตระกูล และขอให้รัฐบาลยุติการกระทำความรุนแรงต่อกลุ่มผู้ชุมนุม เพราะจะส่งผลกระทบสร้างความเจ็บปวดให้กับครอบครัว ญาติพี่น้องอีกหลายชีวิตที่อยู่ข้างหลัง และไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะนำเงินที่ได้มาจากภาษีของประชาชนมาเยียวยาประชาชน กับกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อน ไร้มนุษยธรรมของรัฐบาลเอง
“ฉันจะสานต่อเจตนารมณ์ของสามีที่ได้สละชีวิตต่อสู้เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยจะนำเงินที่ทางกลุ่มเครือข่ายพันธมิตรฯ บริจาคมาเก็บไว้ให้กับลูกๆ และบางส่วนจะนำมาจัดตั้งสถานีวิทยุชุมชนถ่ายทอดสัญญาณเสียงของสถานีโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี เพื่อให้ประชาชนชาวบุรีรัมย์ได้รับฟังข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง รวมทั้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ในการต่อสู้เพื่อชาติบ้านเมืองของประชาชนที่เกิดขึ้น” ภรรยาวีรชนผู้กล้า กล่าว
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

Tuesday, October 28, 2008

5 ครูฝึกอาวุโส บินไทย ยกพลหยุดสอน ประท้วงผู้บริหารแกล้ง กัปตันจักรี

ผู้จัดการออนไลน์ - 5 ครูฝึกนักบินอาวุโสการบินไทยอารยะขัดขืนด้วยการยกพลลาออกจากการเป็นครูสอน นักบิน หลัง “โสภิต โภคะสุวรรณ” ผอ.ฝ่ายบุคคลลุแก่อำนาจ บ้าจี้รับใช้รัฐบาลทรราชเล่นงาน กัปตันจักรี จงศิริ ที่หาญกล้า ไล่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน 3 ลงจากเครื่อง จากกรณี 7 ตุลาเลือด

รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย แจ้งว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา บรรดากัปตันอาวุโสที่ทำหน้าที่เป็นครูสอนนักบินของบริษัท (Instructor Pilot) รวมทั้งหมด 5 คน ได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นครูฝึกและสอนนักบิน โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.2551 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ในหนังสือขอลาออกกัปตันทั้งหมดให้เหตุผลว่า เนื่องจาก กัปตันโสภิต โภคะสุวรรณ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายพัฒนาบุคลากรการบิน บริษัท การบินไทย มีคำสั่งให้กัปตันจักรี จงศิริ หยุดการสอนนักบินลูกศิษย์เป็นการชั่วคราว ทั้งๆ ที่ กัปตันจักรี ไม่ได้มีความผิดพลาดในเรื่องของการบินการสอนแต่อย่างใด โดยรายละเอียดในจดหมายฉบับดังกล่าวมีดังนี้

20 ตุลาคม 2551

เรื่อง ขอลาออกจากการเป็น INSTRUCTOR PILOT

เนื่องจาก DX มีคำสั่งให้ กัปตันจักรี จงศิริ หยุดการสอนนักบินลูกศิษย์เป็นการชั่วคราว (ตามเอกสารแนบ) ทั้งๆ ที่ กัปตันจักรี จงศิริ มิได้มีความความผิดพลาดในเรื่องของการบินการสอนแต่อย่างไร

กระผมจึงขอลาออกจากการเป็น INSTRUCTOR PILOT ทั้งนี้ ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2551 เป็นต้นไป

จึงเรียนมาเพื่อดำเนินการ
ลงนาม
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2551 กัปตันโสภิต มีคำสั่งภายในให้กัปตันจักรี งดงานสอนนักบินลูกศิษย์ โดยอ้างว่า เพราะเหตุการณ์เรื่องความขัดแย้งระหว่างผู้โดยสารและนักบินของบริษัทกลาย เป็นประเด็นใหญ่ ซึ่งอาจสร้างความกดดันและกระทบกระเทือนงานสอนของกัปตันจักรี ครูการบิน 734 จึงขอให้งดงานสอนศิษย์เป็นการชั่วคราวจนกว่าเหตุการณ์จะคลี่คลาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มขึ้นหลังเหตุการณ์ตำรวจใช้อาวุธรุนแรงสลายผู้ ชุมนุมหน้ารัฐสภา 7 ตุลาคม 2551 จนมีผู้บาดเจ็บและล้มตาย วันรุ่งขึ้น 8 ตุลาคม2551 กัปตันจักรี ได้ปฏิเสธที่จะทำหน้าที่เป็นนักบินให้กับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน 3 คน ที่ลุแก่อำนาจสั่งใช้ความรุนแรงกับประชาชน


ต่อมา ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลแสดงความไม่พอใจการกระทำของกัปตันจักรี อย่างมาก ทั้งข่มขู่ด้วยวาจาและพยายามใช้อำนาจผ่านรัฐมนตรีคมนาคมให้บีบคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย เล่นงาน กัปตันจักรี โดยสั่งให้มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยที่ กัปตันจักรี ชี้แจงถึงเรื่องความปลอดภัยของตัวผู้โดยสารที่เป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชนเอง และผู้โดยสารผู้อื่นๆ แต่ก็ไม่เป็นผล กัปตันจักรี ถูกปลดออกจากนักบินลดตำแหน่งให้ทำหน้าที่เพียงเป็นผู้ช่วยนักบิน (Co-pilot) เท่านั้น

“เมื่อวันที่ 8 ตอนเช้านั้น ผมได้เห็นหนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงภาพผู้คนซึ่งเป็นคนไทยถูกทำร้ายด้วยอาวุธ ร่างกายฉีกขาด เลือดนองพื้น เป็นภาพซึ่งผมเห็นแล้วรู้สึกอนาถใจอย่างมากที่รัฐบาลโดยการนำของพรรคพลัง ประชาชน เข่นฆ่าประชาชน โดยคนในพรรคนี้เห็นดีเห็นงามต่อการกระทำกับประชาชน จิตใจของพวกท่านทำด้วยอะไร เพียงเพื่อต้องการที่จะไปอ่านนโยบายบริหารประเทศ ท่านก็ฆ่าฟันผู้คนเข้าไปอ่านนโยบายแล้ว ฉะนั้น ภายในนโยบายบริหารเหล่านั้น ท่านคงจะต้องฆ่าประชาชนคนไทยไปอีกกี่ศพ ท่านจึงจะบรรลุนโยบายการบริหารประเทศของท่าน

“ด้วยความคิดดังนั้น ผมเองจึงตัดสินใจที่จะไม่รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากพรรคพลังประชาชน สาเหตุเพราะหนังสือพิมพ์ซึ่งมีภาพผู้คนที่ถูกเข่นฆ่าเหล่านั้น เมื่อผู้โดยสารท่านอื่นที่โดยสารไปในเที่ยวบินนั้นได้เห็นภาพและข่าว อาจเกิดบันดาลโทสะ ขาดการยับยั้ง ยกมารุมทำร้าย ส.ส.ของพรรคพลังประชาชน ขณะที่เตรียมขึ้นบินอยู่ ได้รับบาดเจ็บและล้มตายให้ตกไปตามกันก็ได้ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เข้าเครื่องในวันดังกล่าว ซึ่งถ้าการสอบสวนว่าผมกระทำความผิด และให้ผมไปกล่าวคำขอโทษ ส.ส.เหล่านั้น ก็ขอให้ลงโทษด้วยการฆ่าผมเสียดีกว่าที่จะให้ผมไปกล่าวคำขอโทษกับคนที่ไม่มี ศีลธรรมเหล่านั้นให้เสียศักดิ์ศรีของความเป็นชายชาติทหารนักรบอย่างผม” กัปตันจักรี เคยเขียนจดหมายยืนยันถึงเหตุผลที่ตัดสินใจไปในครั้งนั้น


อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลาออกจากการเป็นครูสอนนักบินของเหล่ากัปตันอาวุโสทั้ง 5 คนนี้จะส่งผลกระทบต่อบริษัท การบินไทย อย่างแน่นอน โดยเฉพาะฝูงบินโบอิง 737 เนื่องจาก กัปตันเหล่านี้มีประสบการณ์สูงและเป็นบุคลากรที่มีค่าของบริษัท

สนธิแฉสัตว์นรกทำทุกทางเอาเคล็ดสร้าง พระหน้าเหลี่ยม เพิ่มพลัง

วันนี้(28 ต.ค.) เมื่อเวลา 21.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กล่าวบนเวทีที่ทำเนียบฯได้เล่าเรื่องนนทุกภาคที่ 2 ในภาคทศกัณฑ์และพระนารายณ์ในภาคพระราม และเกิดเป็นสงครามครั้งสุดท้าย โดยเปรียบพฤติกรรมของทศกัณฑ์ที่ไม่มีศีลธรรม บ้าอำนาจ บ้าตัณหา เหมือนคนบางคนที่เปลี่ยนดำเป็นขาว ขาวเป็นดำ
นายสนธิ เล่าเปรียบเทียบว่า ขณะที่พระรามก็มีเหล่าทหารเอกที่เป็นเหล่าเทวดาที่มาเกิดเป็นลิงและรบกับทศ กัณฑ์ที่ตอนแรกนึกได้ชัยชนะแล้วหลังจากที่ยิงศรไปทำให้ศรีษะหลุดจากบ่านึก ว่าตายไปแล้ว แต่ทศกัณฑ์ยังไม่ตายเพราะถอดหัวใจไปฝากไว้ที่อื่น ซึ่งเหมือนกับกรณียุบพรรคไทยรักไทย นึกว่าสิ้นฤทธิ์ แต่กลับมีพรรคพลังประชาชนขึ้นมาและมียักษ์ตัวใหม่คือ นายสมัคร สุนทรเวช และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนกระทั่งหนุมาน ที่เป็นทหารเอกใช้วิธีการจนกระทั่งนำหัวใจมาทำลายได้จึงสิ้นฤทธิ์ในที่สุด
จากนั้น นายสนธิ ได้เล่าย้อนอดีตประวัติศาสตร์ในช่วงพระเจ้าตาก สมัยที่ฝ่าวงล้อมข้าศึกนำไพร่พลแค่ 500 คนตีฝ่าออกไปทางตะวันออกบ่ายหน้าไปทางจันทบุรี ระหว่างทางได้รวมรวมไพร่พลที่บางละมุง ชลบุรีและทรงปลูกต้นสนใหญ่ต้นหนึ่งเพื่อเป็นหลักของชาติไว้ที่วัดบางละมุง ขณะเดียวกันได้หล่อพระศรีอารยเมตรัยเพื่อเป็นหลักธรรมตั้งตรงกัน แต่ปรากฎว่าเมื่อปี 2544 ได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยสร้างพระขึ้นมาใหม่เรียกว่าพระชินวัตรมุณีทรงหน้า เหลี่ยมมาวางเอาไว้ระหว่างกลางเพื่อเอาเคล็ด ขณะเดียวกันได้นำรูปจำลองพระแก้วมรกตซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของพระมหา กษัตริย์มาวางไว้ข้างล่างพระชินวัตรมุณี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะที่ นายสนธิ ได้เล่าและชี้ให้เห็นความผิดปกติเหล่านี้ก็ได้แสดงภาพประกอบเป็นหลักฐานพร้อมกันไปด้วย

นอกจากนี้ นายสนธิ ได้ชี้ให้เห็นอีกว่ายังมีการหล่อพระพุทธรูปชินวัตรมุณีองค์ใหญ่ เพื่อรับพลังจากหลักชาติ และใต้ฐานของพระพุทธรูปดังกล่าวยังหล่อเป็นรูปนักการเมืองหลายคน เช่น นายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ นายบรรหาร ศิลปอาชา นายเนวิน ชิดชอบ เทพเจ้ากวนอู และรูปของตัวเองในรูปของเศรษฐีมีทรัพย์ และที่น่าสังเกตก็คือมีรูปหล่อที่ลักษณะหมิ่นเหม่ เนื่องจากแต่งองค์ทรงเครื่องผิดไปจากบุคคลทั่วไปซึ่งถ้าสังเกตให้ดีก็จะรู้ เป็นใคร ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นการเอาเคล็ดในลักษะฝังรูปฝังรอย

นายสนธิ กล่าวว่า ลักษณะดังกล่าวถือเป็นการกระทำอย่างจงใจและเลวมากขอให้พระคุณเจ้าที่เป็น เจ้าอาวาสวัดบางละมุงทุบฐานที่หล่อรูปดังกล่าวทิ้งไป รวมทั้งย้ายพระพุทธรูปชินวัตรมุณีหน้าเหลี่ยมออกไปโดยถ้าเป็นไปได้ให้ย้ายไป ที่เชียงใหม่ให้พวกกลุ่มเชียงใหม่ 51 ได้กราบไหว้ก็แล้วกัน

นายสนธิ ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่าใต้ฐานของพระพุทธรูปยังมีตราพระราหูซึ่งเป็น สัญญลักษณ์ของตำรวจ เพื่อให้ตำรวจอยู่ใต้พระชินวัตรมุณีตลอดไป แล้วยังนำลายของเหรียญพิฆาตไพรี ซึ่งเป็นเหรียญที่ปลุกเศกที่เมืองนครศรีธรรมราชเพื่อมอบให้กับนักรบในสมัย โบราณออกศึก มีเป้าหมายเพื่อเสริมอำนาจของสาวกไปทำลายฝ่ายตรงข้าม

จากนั้น นายสนธิ ได้เชื่อมโยงเหตุการณ์ที่ นายสมชาย และภรรยาและญาติใกล้ชิดไปทำพิธีบวงสรวงที่นครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ 17 พ.ต.2551 ราว 5 เดือนก่อน ซึ่งขณะที่ไปทำพิธีที่ศาลหลักเมืองก็ได้นำผ้าแพรไปผูกทับกับผ้าแพรที่พระบรม โอรสาธิราชฯทรงผูกเอาไว้เดิม จากนั้นก็ได้ไปทำพิธีบวงสรวงพระเจ้าตากที่วัดเขาพนม โดยมีการยิงปืน 21 นัดเหมือนกับพิธีของพระมหากษัตริย์ และต่อมาเมื่อวันที่ 21 เดือนเดียวกันก็บังเอิญเกิดเหตุการณ์ทุบเทวรูปและย้ายศิวลึงก์ที่ปราสาทพนม รุ้ง ซึ่งเชื่อกันว่าต้องการทำลายอำนาจของพระอาทิตย์และเอาเคล็ดบางอย่าง

ในตอนท้าย นายสนธิ ย้ำว่า การสู้กับพวกสัตว์นรกพวกนี้ต้องสู้ทุกรูปแบบ แต่ก็ต้องสู้เพราะเป็นเรื่องของชาติและราชบัลลังก์

นรกป่วนกรุง ลอบวางกำลังล้อม พันธมิตรฯ

“นรกป่วนกรุง” พร้อมอาวุธครบมือ ลอบวางกำลังกว่า 300 คน แฝงตัวกระจายทั่วบริเวณลานพระบรมรูป-สวนสัตว์ดุสิต คาดเตรียมก่อเหตุป่วนบุก “ทำเนียบฯ” แฉ “นายทหารยศ พล.ต.” ดอดเข้าพบตำรวจใน บชน. เชื่อขอไฟเขียวให้ “ม็อบเติมเงิน” กระทำการอุกอาจต่อ “พันธมิตรฯ”

วันนี้ (28 ต.ค.) รายงานข่าวแจ้งจากลานพระบรมรูปทรงม้าว่า เมื่อเวลา 02.10 น. ได้มีกลุ่ม นปช. กว่า 300 คน ได้ลอบกระจายกำลังอยู่ที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า และบริเวณสวนสัตว์ดุสิต โดยกลุ่มคนดังกล่าว มีอาวุธร้ายแรงครบมือ และคาดว่าน่าจะรอคำสั่งจากผู้สั่งการ เพื่อที่จะเข้าไปก่อกวน หรือบุกกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล

ด้าน แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ในช่วงเย็นที่ผ่านมา นายทหารยศ พล.ต.นายหนึ่ง ได้เข้าไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจภายในกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งคาดว่า นายทหารคนดังกล่าว น่าจะขอไฟเขียวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อบุกเข้าไปทำการก่อกวนกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือว่าถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ เพราะไม่อาจทราบได้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะปล่อยกลุ่ม นปช.เข้าไปป่วนกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ชุมนุมอย่างสงบอยู่ในทำเนียบฯ หรือไม่